กลยุทธ์การตลาด คืออะไร? เรียนรู้ความหมาย ก่อนใช้งานจริง

ยุคสมัยนี้ถือเป็นยุคที่หลายๆ คนฝันที่จะมีกิจการเป็นของตัวเอง อยากเป็นนายตัวเอง ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร ไม่อยากทำงานนั่งโต๊ะ แต่มีใครเคยถามตัวเองบ้างไหมคะว่า คุณมีอะไรที่พอจะไปสู้ผู้ประกอบการรายอื่นได้บ้าง? คุณมีตลาดสำหรับวางขายสินค้าของแล้วหรือยัง? และคุณมีแผนการตลาดแบบไหนที่คิดเอาไว้ในหัว? เชื่อหรือไม่คะว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับการทำธุรกิจมากพอๆ กับการมีเงินทุนเลยล่ะ แต่น่าแปลกใจที่หลายๆ คนกลับมองข้ามมันไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เรียกว่าผู้ประกอบการ SME บางส่วน

นั่นก็เพราะว่าการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงโชค หรือการปล่อยไปตามดวง ดังนั้นก่อนจะเริ่มทำธุรกิจอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ สิ่งหนึ่งที่เราควรจะมีก็คือกลยุทธ์การตลาด

กลยุทธ์ การ ตลาด คืออะไร?
คืออาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายกลยุทธ์ให้เลือกนำมาปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นแบบ 4P ที่โดดเด่น รวมทั้งกลยุทธ์สมัยใหม่ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า 8P ที่นักธุรกิจจากทั่วโลกต่างให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการตลาดที่สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจน และนอกจากนั้นก็ยังมีกลยุทธ์แนวใหม่ (กว่า) ในยุคที่อินเทอร์เน็ตครองเมือง ซึ่งเรียกว่า กลยุทธ์แบบ 4C ซึ่งทั้งหมดนี้เราจะได้อธิบายต่อไปว่าแต่ละแบบนั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

เอาเป็นว่ามาถึงตรงนี้แล้ว หากใครยังไม่เข้าใจว่ากลยุทธ์ การ ตลาด คืออะไร? ก็ขออธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เท่าที่สมองน้อยๆ ของผู้เขียนจะสามารถประมวลผลได้ว่าคือกลไกที่องค์กรธุรกิจใช้เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรและลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ จนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการอย่างต่อเนื่องนั่นเองค่ะ
กลยุทธ์แบบ 4P
สำหรับผู้ที่ต้องการนำกลยุทธ์แบบ 4P มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างการตลาดให้กับสินค้าและบริการ คุณสามารถหยิบเอากลยุทธ์นี้มาประยุกต์ใช้ได้ ดังนี้

1. Product Strategy (กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์) โดยคุณจะต้องบอกให้ได้ว่าอะไรคือจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของคุณ ที่ต้องการจะสื่อสารให้ลูกค้าได้รับรู้ ซึ่งการที่คุณสามารถบอกได้ถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ว่าส่งผลดีต่อผู้บริโภคได้มากกว่าคู่แข่งมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

2. Pricing Strategy (กลยุทธ์ด้านราคา) โดยเราจะต้องรู้ว่าราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับตัวสินค้า และลูกค้ายินดีและสามารถจ่ายได้

3. Place Strategy (กลยุทธ์ด้านสถานที่จัดจำหน่าย) หมายถึงสถานที่จำหน่ายสินค้า โดยจุดนี้เราจะต้องรู้ก่อนว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราคือใคร และเราสามารถพบเจอพวกเขาได้ที่ไหน เพื่อการนำสินค้าไปวางจำหน่ายได้อย่างตรงจุด และส่งผลดีต่อยอดขายในอนาคต

4. Promotion Strategy (กลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการขาย) เนื่องจากการทำโปรโมชั่นจะช่วยดึงดูดให้ลูกค้าอยากซื้อสินค้าของเรามากขึ้น อีกทั้งวิธีการนี้ยังช่วยให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นจากปากต่อปาก
กลยุทธ์แบบ 8P
การตลาดแบบ 8P นอกจากจะมีกลยุทธ์ที่เหมือนกับแบบ 4P ทั้ง 4 ข้อแล้ว ก็ยังมีส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งได้แก่

5. Packaging Strategy (กลยุทธ์ด้านบรรจุภัณฑ์) เนื่องจากเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของสินค้า เป็นด่านแรกที่จะดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจที่จะซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าของคุณ ซึ่งการมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและโดดเด่นกว่าคู่แข่ง ก็จะยิ่งทำให้สินค้าของเราได้เปรียบทางด้านการตลาดมากขึ้น

6. Personal Strategy (กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย) นั่นก็เพราะว่ายอดขายจะดีหรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับพนักงานขายด้วยเช่นกัน ว่าจะมีศิลปะในการพูดแบบไหนที่สามารถจูงใจลูกค้าให้สนใจในตัวผลิตภัณฑ์ และตัดสินใจซื้อได้ในที่สุด

7. Public Relation Strategy (กลยุทธ์การให้ข่าวสาร) เพราะโลกในยุคไร้พรมแดนดังเช่นปัจจุบันนี้ การสื่อสารที่ดีย่อมนำไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก นอกจากนั้นการใช้กลยุทธ์ทางด้านข่าวสาร ยังสามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรอีกด้วย

8. Power Strategy (กลยุทธ์การใช้พลัง) โดยกลยุทธ์ข้อนี้จะหมายถึงพลังอำนาจในการต่อรอง และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางด้านการค้า เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับการทำธุรกิจ
กลยุทธ์แบบ 4C
สำหรับหัวข้อนี้ 4C คือ การนำอินเทอร์เน็ตมาเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้การตลาดแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถนำไปใช้ควบคู่กับกลยุทธ์การตลาดแบบ 4P ได้

1. Consumer Strategy กลยุทธ์ที่เน้นความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ของเราเข้าถึงใจผู้บริโภคมากที่สุด

2. Cost Strategy คือกลยุทธ์ที่ทำให้ต้นทุนสินค้ามีราคาต่ำที่สุด เพื่อที่จะกำหนดราคาขายไม่ให้แพงจนเกินไป ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำให้เกิดการได้เปรียบทางด้านการแข่งขันเรื่องราคากับคู่แข่ง

3. Convenience Strategy เรื่องช่องทางการจำหน่ายก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ไม่ควรพลาดเช่นกัน คือคุณต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกมากที่สุด โดยการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยในเรื่องนี้

4. Communications Strategy ข้อนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งค่ะ นั่นก็คือการสื่อสารกับลูกค้าที่จะต้องสะดวก ง่าย รวดเร็ว และสามารถสร้างการรับรู้ให้แก่ลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่งกลยุทธ์ข้อนี้ก็จะรวมถึงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย เป็นต้น

http://www.am2bmarketing.co.th