ทำไมคนที่มีธุรกิจครอบครัว ถึงไม่อยากสืบทอดธุรกิจที่บ้าน!

เชื่อว่าคนที่ไม่มีธุรกิจครอบครัว ต้องรู้สึกอิจฉาทายาท ธุรกิจ SME ที่มีธุรกิจไว้รอรับ เรียนจบก็ไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใคร ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ ไม่ต้องสู้ชีวิตเหมือนคนอื่น มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายปูทางไว้ให้หมดแล้ว” เห้อ! ช่างน่าอิจฉาอะไรอย่างนี้นะ แต่ใครจะรู้…”ว่าที่ทายาทหลายๆ คน” กลับรู้สึกกลัดกลุ้มใจอย่างมาก อย่างที่เค้าว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า เป็นสำนวนที่เหมาะกับเหตุการณ์นี้มากๆจริงมั้ยคะ บางคนทำ ธุรกิจ SME ที่บ้านไม่เป็น บางคนกลัวบริหารไม่ดีเท่ารุ่นพ่อแม่ บางคนไม่ชอบ และบางคนก็มีความฝันที่อยากทำมากมาย มาดูกันว่าเหตุผลอะไรบ้างที่ทายาทไม่อยากสืบทอดธุรกิจครอบครัว

เหตุผลที่ไม่อยากทำธุรกิจครอบครัว

  • เห็นพ่อแม่เครียด จึงไม่อยากเครียดเหมือนพ่อแม่
    ตอนเป็นเด็ก จะเห็นภาพที่แม่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดทำบัญชี ทั้งจดทั้งจิ้มเครื่องคิดเลข ยิ่งเดือนไหนยอดไม่ได้ ตัวเลไม่ตรงมีพาลมาหาสามีและลูกด้วย ส่วนพ่อ ถ้าเดือนไหนไม่มีลูกค้านี่เครียดพอกัน ช่วงนั้นอยากกินอะไรอยากเที่ยวที่ไหนพ่อก็ไม่พาไป โตมาจึงเป็นปมในใจว่าการทำธุรกิจนั้นมัน “เครียด”
  • ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม จึงไม่อยากทำธุรกิจส่วนตัว
    เป็นอีกเหตุผลหลักที่เหล่าทายาททั้งหลายไม่อยากกลับไปทำธุรกิจครอบครัว ตอนเรียน พ่อแม่ก็ส่งไปเรียนไกลบ้าน จบมาต้องทำงานที่บ้านงานนี้ก็เหงาสิคะ เพราะแถวบ้านไม่รู้จักใคร คนที่เรียนจบใหม่จึงอยากสนุกกับเพื่อนๆ อยากหาประสบการณ์ชีวิตเอง
  • สิ่งที่เรียนมากับธุรกิจส่วนตัวของที่บ้านไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
    มีเยอะที่ทายาทเรียนมาอีกสาย แต่ธุรกิจครอบครัวเป็นงานอีกสายที่ไม่รู้จักเลย เคยมีเคสนึง เรียนจบการโรงแรมมา แต่ธุรกิจที่บ้านคือโรงกลึง… แถมเป็นลูกสาวคนเดียวอีก! มันก็เป็นสิ่งที่ยากสำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเพราะงานทั้ง 2 อย่างแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
  • อยากทำธุรกิจของตัวเอง
    ว่าที่ทายาทธุรกิจครอบครัวหลายคนมีความฝันที่อยากทำ อยากมีกิจการที่สร้างขึ้นด้วยตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจของพ่อแม่ที่ทำอยู่ เกรงว่าถ้ารับช่วงธุรกิจ SME จากพ่อแม่ ความฝันของตัวเองก็ต้องพับเก็บเข้ากล่องแล้วล๊อคกุญแจไปตลอดกาล
  • เห็นว่าประเภทของธุรกิจที่บ้านน่าจะไปไม่รอด
    อันนี้เป็นมุมมองของคนที่มีวิสัยทัศน์พอสมควร คือได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจครอบครัวมาแล้วว่า เป็น ธุรกิจ SME ขาลง เนื่องจากความต้องการของตลาดเปลี่ยนไป พูดง่ายๆคือธุรกิจเริ่มไม่เป็นที่สนใจในตลาด ถึงฝืนทำไปสุดท้ายธุรกิจก็ไม่โตอยู่ดี
  • วิสัยทัศน์ของพ่อแม่ กับลูกไม่เหมือนกัน
    เป็นปัญหาภายในที่การแก้ปัญหาต่างๆ ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอ และมุมมองของทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าพ่อแม่ค่อนข้างหัวโบราณ มองว่าสิ่งที่ตัวเองทำและสร้างมานั้นดีที่สุดแล้ว เมื่อลูกเสนอความคิดเห็นจึงไม่เห็นด้วย อันนี้ก็แก้ยาก จริงอยู่ว่าสิ่งที่เคยคิดนั้นดี แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน การดูแลธุรกิจย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามเพื่อให้ธุรกิจครอบครัวสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ ไม่เช่นนั้นธุรกิจ SME ของคุณเสี่ยงที่จะเฉาตายตามกาลเวลา

แล้วจะทำอย่างไรต่อไปดี ?
แนะนำว่าให้พูดคุยกันภายในครอบครัวก่อนค่ะ การรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าพ่อแม่ส่งต่อธุรกิจ SME ให้ลูกแต่ลูกไม่มีความสุข เอาจริงๆพ่อแม่ก็คงไม่มีความสุข  ความสามารถของทายาท ความเชื่อมั่นของลูกค้า และลูกน้อง ความอยู่รอดของธุรกิจ และความสบายใจของทั้ง 2 ฝ่ายคือพ่อแม่กับลูก ต้องใส่ใจไปพร้อมๆกันจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องใช้เวลากันสักพักใหญ่ พ่อแม่เองก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ลูก “ถ้าให้อำนาจไปแต่ไม่สอนว่าจะบริหารยังไง ฟันธงเลย 100% ธุรกิจSME จบลงที่รุ่นลูกแน่นอน! ฉะนั้นต้องถ่ายทอดกันจริงจังรวมถึงวิธีการคิดคิดและบริหารงานด้วย” สิ่งนี้สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ถ้าลูก “คิดเป็น” ไม้ใช่แค่สามารถแก้ปัญหาได้แต่ยังคิดต่อยอดได้อีกด้วย
การดูแลธุรกิจครอบครัวอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ขอแค่ ให้เวลาในการเตรียมความพร้อม คนรับช่วงต่ออาจจะเครียดแค่ช่วงแรกเท่านั้น  หลายคนเมื่อได้เริ่มทำธุรกิจครอบครัวสักพัก ก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เข้าใจระบบการทำงาน เริ่มเข้าใจลูกน้อง เริ่มรู้ว่าต้องดูแลลูกน้องและลูกค้ายังไง ดีเสียอีกเราจะได้นำความรู้ที่มี มาปรับใช้ อันไหนที่ไม่เป็นระบบระเบียบก็ลองปรับลองพัฒนาดู
ทำไปทำมาก็ชอบ เพราะได้อยู่บ้าน ได้เงินเยอะกว่าคนที่ทำงานประจำ สำหรับว่าที่ทายาทธุรกิจครอบครัวทั้งหลาย ลองให้เวลากับตัวเองสักพักนะคะ ลองเรียนรู้งานดูสักตั้ง ไหนๆก็เป็นธุรกิจครอบครัวเรา ถ้าดูแลได้ตัวเองก็ภูมิใจ พ่อแม่ก็สบายใจ
ที่มา : http://www.siamarcheep.com