“บล็อกเชน บิ๊กดาต้า สมาร์ทซิตี้” เทคโนโลยีที่ “ออกแบบได้”

“บล็อกเชน” กำลังเปลี่ยนบทบาทที่เคยคุ้นกันในโลกการเงิน มาสู่ภาพที่ใหญ่มากยิ่งขึ้นจนถึงระดับเมือง โดยเฉพาะเมื่อแนวคิดเรื่องการพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ สมาร์ท ซิตี้ กลายเป็นแนวคิดระดับสากลของรัฐบาลในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก


งาน บล็อกเชน ไลฟ์ 2019 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ณ กรุงลอนดอน ขยายความของคำว่า “อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์” หรือไอโอที ซึ่งเป็นหัวใจเชื่อมต่อข้อมูลและการสื่อสารในเมืองอัจฉริยะ ลงลึกสู่ระดับเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงอย่างการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ หนึ่งในเครื่องมือที่จะเข้ามามีบทบาท คือ บล็อกเชน เพราะยอมรับในวงกว้าง สร้างความมั่นใจด้านความโปร่งใส มาตรฐานความปลอดภัยซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งของเทคโนโลยีนี้

บนเวทีงานนี้ ได้หยิบยกตัวอย่างบางส่วนจากเมืองที่เป็น “สมาร์ทซิตี้” และนำบล็อกเชนเข้ามาใช้งานแล้ว เช่น “เอสโตเนีย” เมืองเล็กๆ แต่เข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทบจะเต็มตัว เริ่มใช้บล็อกเชนเกาะติดข้อมูลในระดับประชากรมาตั้งแต่ปี 2555 หรือ “ดูไบ” วางแผนใช้บล็อกเชนช่วยขับเคลื่อนสมาร์ทซิตี้ ภายในปี 2564

157458595711

นอกเหนือจากในระดับประเทศ เมือง หรือภาคเอกชนแล้ว ล่าสุดสหประชาชาติ ก็เตรียมจัดทำรายงาน “Blockchain for Cities” (B4C) ที่เปรียบเสมือนคู่มือการประยุกต์ใช้บล็อกเชนในเมืองอัจฉริยะ รายงานฉบับนี้มาจากการระดมสมองของ 26 ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ที่จะช่วยสร้างกรอบแนวทางการออกแบบสมาร์ทซิตี้ โดยหนึ่งในหัวข้อก็คือ บล็อกเชน

กูรูไทยแชร์ไอเดียเทคโนโลยีเมือง

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานผู้บริหาร บริษัท ไอโครา จำกัด กล่าวบนเวทีเสวนางาน “ASA Real Estate Forum 2019” จัดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ว่า หนึ่งในเทคโนโลยีเมือง (Urban Tech) ที่กำลังมาแรง คือ บล็อกเชน จะเห็นบทบาทบล็อกเชนใน 3 เรื่อง ได้แก่

1.บล็อกเชน จะทำให้กระบวนการ และโอเปอเรชั่นต่างๆ มีประสิทธิภาพขึ้น เช่น ใช้ในแง่การตรวจสอบข้อมูลที่ดินและความเป็นเจ้าของ 1574586198272. การระดมทุนผ่านกลไก Initial Fund Offering ซึ่งปัจจุบันเป็นลักษณะของการใช้งาน เช่น Security Token Offering เหมือนเป็นหลักทรัพย์ ลงทุนก่อน ถือครองไว้ และได้ประโยชน์จากราคาโครงการที่ปรับขึ้น-ลง

3.บทบาทบล็อกเชนที่เป็น Utility Token หรือใช้ซื้อขายสิทธิในการเข้าถีงผลิตภัณฑ์หรือบริการ

เฉพาะสองรูปแบบหลังจะเอื้อต่อการพัฒนาเมือง การระดมทุนซื้อพื้นที่หรือที่ดินที่มีศักยภาพในการทำโครงการง่ายขึ้น หรือที่เห็นมากขึ้นในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ นิวยอร์ก ลอนดอน คือ ผู้พัฒนาโครงการมีสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาฯ อยู่แล้ว แต่ขายไม่หมด ถ้าขายแบบเดิมๆ ก็ไม่ง่ายเพราะมีข้อจำกัด ดังนั้นเทคโนโลยีนี้ จะช่วยปรับรูปแบบจากเดิม ซื้อขายบ้านหรือคอนโดฯ ทั้งหลัง มาเป็นหน่วยย่อยๆ ที่หลายคนร่วมกันซื้อความเป็นเจ้าของร่วม สามารถเอาไปใช้ได้เลย คือ ยินยอมซื้อเป็นหน่วยย่อยแทนที่จะซื้อเป็นหน่วยเต็ม สอดคล้องกับเทรนด์ของเศรษฐกิจแบ่งปัน ซึ่งเทรนด์นี้จะเกิดขึ้นมาก

“ในเรื่องการสร้างเมือง จากประสบการณ์เช่น การทำบริษัทพัฒนาเมืองที่ภูเก็ต เราอยากมองในแง่วิธีการที่ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพารัฐโดยตลอด เราอยากพึ่งพาจากพลเมืองของเราเองบ้าง อยากชี้ให้เห็นว่ามีหลายโมเดล คือ เมืองของเรา เราก็ร่วมกันสร้าง สร้างอีโคซิสเต็ม สร้างเมือง แล้วใช้การบริหารจัดการในระบบความคิดเช่นว่า ไม่ใช่การซื้อของ แต่เป็นการซื้อชีวิตที่จะอยู่ที่นั่น แล้วใช้โมเดล Real Estate as a Service หรือโมเดล subscription แนวโน้มนี้จะเห็นเพิ่มขึ้น” ดร.การดี กล่าว

บิ๊กดาต้าสำคัญในการพัฒนาเมือง

นางสาวอัญชนา วัลลิภากร ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองในทุกมิติ จากมุมมองนี้บริษัทจึงเป็นสตาร์ทอัพรายแรก ที่บุกเบิกการพัฒนาบิ๊กดาต้า ด้านอสังหาริมทรัพย์ ให้ความสำคัญการเก็บข้อมูลทั้งอีโคซิสเต็ม ครอบคลุมข้อมูล 3 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลผู้บริโภค , ข้อมูลอสังหาฯ และข้อมูลสภาพแวดล้อม โดยนอกเหนือจากลงพื้นที่เก็บข้อมูล ยังรวบรวมจากจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งยุคนี้ทำได้ง่ายเพราะคนไทยชอบเล่นโซเชียล

“หนึ่งในกรณีศึกษาที่ที่ดีของการใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาเมือง คือ การพัฒนาของย่านพระราม 4 มีการขยายตัวของการเป็นพื้นที่นวัตกรรม คือ สามย่านมิตรทาวน์ และกล้วยน้ำไท ภายในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร อีกทั้งเมกะโปรเจคเด่นๆ ได้แก่ โครงการของเครือดุสิตธานี และเซ็นทรัล มีอาคารสำนักงาน 21 แห่ง พื้นที่ใช้สอยกว่า 500,000 ตร.ม. เห็นถึงการขยายตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และยังใช้ข้อมูลนี้คาดการณ์อนาคตอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปี ว่าเมืองจะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด”

นายสุขสันติ์ ชื่นอารมย์ หัวหน้าศูนย์วิจัย งานสร้างสรรค์และออกแบบ สภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า แก่นของเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) คือ การเอาเทคโนโลยีดีที่สุดในยุคนั้นเข้ามาใช้ ต้องมีการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละยุค ขณะที่ ย่านนวัตกรรม เปรียบเสมือนกลไกที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกตัวอย่าง กล้วยนำไท อินโนเวที อินดัสตรี ดิสทริกต์ (KIID) หรือกล้วยนำไทโมเดล ซึ่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมกับสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมอยู่ใน Data Platform จากพื้นที่โดยครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยกว่า 3 ล้านตารางเมตร และพื้นที่จ้างงานหลักล้านตารางเมตร มีองค์ประกอบสำหรับการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสื่อ มีสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งความรู้

สมาร์ท ซิตี้ “ออกแบบได้”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเดียวกันนี้ว่า หนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นกับทั่วโลกและประเทศไทย ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบในทุกมิติของชีวิต ซึ่งเมื่อผนวกรวมกับปรากฏการณ์เติบโตของสังคมเมือง (Urbanization) สัดส่วนประชากรสังคมเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการพัฒนาโครงสร้างทุกด้านที่ต้องปรับให้เข้ากับแนวโน้มเหล่านี้

“การขยายตัวของเมืองยังคงเกิดขึ้นแน่ๆ ทำให้การพัฒนาต่อจากนี้ไปต้องคิดถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย อีกทั้ง ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพัฒนาเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต คุณภาพบริการสาธารณะ และปรับปรุงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผู้นำในการพัฒนาเมืองต่อจากนี้ไป ไม่ใช่ภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

นายภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (DEPA) กล่าวว่า สมาร์ท ซิตี้ จำเป็นต้องมีอีโคซิสเต็มที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้อยู่ดีมีสุข ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเติบโต “คนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน เมืองจึงโดน disrupt” โจทย์ปัญหาของเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า การจะทำให้เมืองเป็นของทุกคนในทุกระดับได้จริงๆ ต้องมีการสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยในส่วนของ NIA เริ่มทำงานผ่านแนวคิดการพัฒนาเพื่อชุมชน เพื่อสังคม นำร่องตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ด้วยโครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District) เป็นการทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Innovation) โดยนำนวัตกรรมแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยในการออกแบบ ช่วยในการบริโภคได้คุ้มค่า นวัตกรรมแบบไหนควรอยู่ในเมืองแบบนั้น และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าทำให้เกิดขึ้นได้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย

ปัจจุบัน NIA เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง แบ่งเป็นในกรุงเทพ 8 แห่ง และอีก 7 แห่งในต่างจังหวัดครอบคลุมทุกภาคของประเทศ ตัวอย่างเด่นๆ ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธา เน้นนวัตกรรมด้านการแพทย์ เพราะโดยรอบบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลายแห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยลำดับต้นๆ ด้านการแพทย์, ย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท เน้นการพัฒนาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์, เทคโนโลยีสื่อและดิจิทัล, ย่านนวัตกรรมปทุมวัน หรือสามย่าน สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัล และงานด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

https://www.bangkokbiznews.com