รวบรวม 15 หน่วยงานที่ช่วยเหลือ SME ไทย

  • ในการทำธุรกิจ การมีตัวช่วยที่ดีย่อมช่วยให้กิจการนั้นดำเนินไปได้เร็วกว่าการไม่มีตัวช่วยใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ SME ไทยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านของแหล่งความรู้หรือแหล่งเงินทุน
    15 หน่วยงาน (รัฐ) ที่ SME ควรรู้จัก
    1.เริ่มต้นธุรกิจ
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
    เมื่อเริ่มต้นกิจการ สิ่งแรกๆ ที่ต้องทำคือการจดทะเบียนบริษัท ซึ่งในปัจจุบันเจ้าของกิจการสามารถทำการ จดทะเบียนผ่านเว็บไซต์ โดยสามารถจองชื่อ และตรวจคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลได้ทางเว็บไซต์
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
    แน่นอนว่าในการเริ่มธุรกิจสิ่งที่ต้องออกแบบคือเครื่องหมายการค้า หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าเราอยากตรวจสอบเครื่องหมายการค้าว่าที่เราได้ออกแบบมานั้นสามารถนำไปใช้ หรือซ้ำกับที่มีอยู่แล้วหรือไม่ เราจะต้องเดินทางไปถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อตรวจสอบ แต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถ ตรวจสอบเครื่องหมายการค้าออนไลน์ ได้ และหากต้องทำการจดเครื่องหมายการค้าสามารถยื่นคำขอทาง เว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจะต้องส่งต้นฉบับคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบไปยังกรมฯ ภายใน 15 วัน โดยสามารถยื่นด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
    สำหรับ SME ที่ดำเนิน กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สามารถทำการสมัครเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่อไปนี้

สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
– ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี (ขึ้นกับประเภทกิจการและเงื่อนไข)
– ลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% อีก 5 ปี (เฉพาะเขตส่งเสริมการลงทุน)
– ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
– ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบผลิตเพื่อการส่งออก
– ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา

สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี
– อนุญาตต่างชาติถือหุ้น 100% (ยกเว้นกิจการตามบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ)
– อนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน
– อนุญาตให้ช่างฝีมือ/ผู้ชำนาญการเข้ามาทำงาน

2.นำเข้า-ส่งออก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับใครที่สนใจธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จะต้องเคยได้ยินชื่อกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มาบ้าง ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางการตลาดที่กรมฯ ได้จัดเพื่อช่วยเหลือ SME เช่น งานสัมมนา อบรม หรือเทรดแฟร์ต่างๆ นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจยังสามารถสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์ Thaitrade.com (เมื่อคุณสมบัติตรงกับที่กำหนด) ซึ่งเว็บไซต์นี้เปรียบเสมือนอาลีบาบาของเมืองไทยที่ได้รวบรวมสินค้าไทยที่ทำการส่งออกไปยังต่างประเทศ หากมีผู้สนใจ ผู้ประกอบการสามารถทำการซื้อขายผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง   DITP ยังมี ระบบ e-Learning เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการส่งออกได้ สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลตลาดต่างประเทศเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

  • หอการค้าไทย
    หอการค้าให้บริการจับคู่ธุรกิจ (business matching) โดยผู้ประกอบการสามารถแสดงความประสงค์ได้ว่าต้องการทำการค้ากับประเทศใด และยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้า ของแต่ละประเทศ                                                                                                                                           ในการส่งออกผู้ประกอบการยังสามารถขอใบ CO หรือ ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) กับหอการค้า ศุลกากรย่อมเชื่อมั่นสินค้าที่มีใบ CO ยืนยันแหล่งผลิต มากกว่าสินค้าที่ไม่ทราบที่มาชัดเจน ดังนั้นในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ผู้ซื้อจะร้องขอผู้ส่งออกให้ขอใบ CO แนบกำกับมาพร้อมสินค้าเสมอ
  • กรมศุลกากร
    สำหรับผู้นำเข้าสินค้า แน่นอนว่าการนำสินค้าต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายย่อมถูกควบคุมโดยกรมศุลกากรอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าจำเป็นต้องยื่นเรื่องกับกรมศุลกากรเพื่อบันทึกข้อมูลและตรวจสอบสินค้าเพื่อให้กรมศุลกากรออกใบเลขที่ส่งสินค้าขาเข้า และผู้ประกอบการสามารถนำใบขนสินค้านี้ไปชำระภาษีอากร

3.อุตสาหกรรมและการผลิต

    • กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม โดยให้บริการปรึกษาผ่านหน่วยงานที่มีชื่อว่า BSC หรือ Business Service Center ซึ่งมีสาขาถึง 14 แห่ง BSC มีทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น การบริหารจัดการ การผลิต เทคโนโลยี การเงินการบัญชี ให้ข้อมูลทางอุตสาหกรรม การลงทุน โอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม ผู้ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ และบุคคลทั่วไปที่สนใจนอกจากให้คำปรึกษาแล้ว กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังจัดสัมมนาที่ให้ความรู้แก่ SME เป็นประจำ โดยหัวข้อสัมมนาครอบคลุมทั้งในส่วนการผลิต การทำการตลาดออนไลน์ เทคโนโลยี และการเงิน
    • สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)สมอ. คือหน่วยงานให้การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และรับรองคุณภาพให้กับองค์กรต่างๆ ตามมาตรฐาน ISO, OHS, HACCP ฯลฯ ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้จะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมของคุณ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ การมีเครื่องหมายเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมของคุณ ทั้งนี้ จะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมว่าสินค้านั้นจำเป็นต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานใดบ้าง
    • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับ SME ท่านใดที่ทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร, ยา, เครื่องสำอาง, เครื่องมือแพทย์, วัตถุอันตราย (ที่ใช้ในบ้านเรือนหรือทางการสาธารณสุข), หรือ วัตถุเสพติด (วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและยาเสพติดให้โทษ) จะต้องทำการขอเครื่องหมายอ.ย. เพื่อสร้างความไว้วางใจจากผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัย

4. แหล่งความรู้และที่ปรึกษา

    • สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)สสว. ให้บริการ one-stop-service เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ SMEs ในการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ เครือข่ายธุรกิจแบบครบวงจร ผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการ และงานสัมมนาที่ทางสสว. จัดเพื่อหาความรู้ในด้านต่างๆ เพิ่มเติม ทั้งนี้สามารถ ลงทะเบียนผู้ประกอบการ เพื่อรับข่าวสารและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจต่างประเทศที่สสว.เป็นพันธมิตร หรือได้รับสิทธิเข้าร่วมนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าในต่างประเทศ โดยสสว. เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย
    • สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED)ISMED เป็นสถาบันที่พัฒนาผู้ประกอบการผ่านการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการในรูปแบบการฝึกอบรม สัมมนา เรียนรู้ทางไกล และอื่นๆ นอกจากนี้ยังให้คำปรึกษา คำแนะนำในเรื่องการเริ่มต้นกิจการ พัฒนาสมรรถนะธุรกิจ พัฒนาธุรกิจต่างประเทศและการตลาด การปรับปรุงกิจการ เช่น การเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
    • SME Thailandนอกจากความรู้แล้ว เชื่อว่าสิ่งที่ SME หลายคนมองหาคือแรงบันดาลใจ และกำลังใจในการทำธุรกิจ ปัจจุบันมีเว็บไซต์และแมกกาซีนที่รวบรวมเรื่องราวของธุรกิจ SME หรือสตาร์ทอัพเพื่อให้ผู้ที่สนใจเกิดไอเดียและแรงบันดาลใจดีๆ โดยคุณสามารถดาวน์โหลดแมกกาซีนเวอร์ชั่นดิจิตอลได้ฟรี

5.แหล่งเงินทุน

  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)หากธุรกิจของคุณอยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถสมัครขอทุนวิจัยกับสวทช. ซึ่งให้เงินทุนช่วยเหลือการทำวิจัย นอกจากนี้ สวทช. ยังร่วมงานกับภาคเอกชนหลายรายเพื่อจัดการแข่งขันที่ให้เงินทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Young Entrepreneur หรือ โครงการ Startup Voucher ซึ่งนอกจากเงินทุนแล้วผู้ร่วมโครงการยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การขยายไปตลาดต่างประเทศ โอกาสในการออกบูธงานนิทรรศการต่างๆ การจับคู่ธุรกิจ และการประสานแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงได้รับคำปรึกษาจากที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงในด้านต่างๆ เช่น การตลาด การเงิน กฏหมาย เป็นต้น
  • สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)หากใครเคยไปงาน Startup Thailand 2017 ที่ผ่านมา คุณอาจจะไม่เคยทราบว่าผู้อยู่เบื้องหลังงานที่ยิ่งใหญ่นี้ก็คือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA โดย NIA ให้การสนับสนุนทั้ง SME และสตาร์ทอัพที่มีธุรกิจเชิงนวัตกรรม ข่าวดีคือ ผู้ประกอบการสามารถสมัครขอทุนของโครงการ Open Innovation โดยมีเงินทุนสนับสนุน (เงินให้เปล่า) สูงสุด 1,500,000 บาท นอกจากนี้สตาร์ทอัพที่ได้รับการรับรองจาก NIA ยังมีสิทธิได้ข้อเสนอเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำด้วยเช่นกัน
  • บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
    เนื่องจากการขอกู้เงินจากแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ผู้ค้ำประกัน แต่ในความเป็นจริงบางธุรกิจก็ไม่ได้หาผู้ค้ำประกันได้ง่ายๆ อาจจะมาจากหลายปัจจัย ทั้งความน่าเชื่อถือไม่มากพอ หรือธุรกิจเรายังใหม่เกินไป บสย. จึงเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ โดยการเป็นสถาบันในการค้ำประกัน ทำให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น                                                           ที่มา   www.peerpower.co.th