วิกฤติโควิดหนุนอีคอมเมิร์ซพุ่ง คาดทั้งปีสะพัด โต 35%

โควิด-19 หนุนพฤติกรรมใหม่ผู้บริโภค ดันค้าบนออนไลน์บูม คาดครึ่งปีหลังตลาดยังโตได้ต่อ อีมาร์เก็ตเพลสยิ่งแข่งเดือด ออมนิแชนแนลเพิ่มบทบาท อีคอมเมิร์ซกลายเป็นทางรอดไม่ใช่แค่ทางเลือก

ปีนี้สมรภูมิอีคอมเมิร์ซประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นมาให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุค “นิว นอร์มอล” ที่มีวิกฤติโควิด-19 มาสร้างจุดเปลี่ยน และผลักดันให้ผู้ค้าต่างหันมาให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาช่วยปูทางความอยู่รอด ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ในทุกวิกฤติการณ์

ขณะที่ เมื่อเทียบกับภาพรวมค้าปลีกที่ปัจจุบันอีคอมเมิร์ซมีสัดส่วนประมาณ 3% มีความเป็นไปได้ว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นไปถึง 4-5% จากผลพวงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาจับจ่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกันผู้ค้าต่างหันมาให้ความสำคัญกับอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้น

วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ได้เห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนของทั้งผู้บริโภคและผู้ขายที่พากันก้าวเข้ามาสู่ตลาดออนไลน์กันมากขึ้น รวมไปถึงการขายรูปแบบใหม่ๆ เช่น การไลฟ์สดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย การเติบโตของฟู้ดเดลิเวอรี ฯลฯ

สำหรับครึ่งปีหลังขอฟันธงว่า จะมีการซื้อขายรูปแบบออฟไลน์หรือไปห้างสรรพสินค้าเช่นเดิม เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตปกติของคนไทย แต่ออนไลน์จะยังคงเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยขณะนี้ผู้บริโภคมีความคุ้นเคย และรู้สึกว่าออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยาก จากนี้ต่อไปอีคอมเมิร์ซจะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของธุรกิจ

“ผู้บริโภคจะเลือกช่องทางที่สะดวก และตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หลังจากผ่านพ้นวิกฤติการซื้อขายรูปแบบที่มีการผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์จะมีความชัดเจนมากขึ้น ออนไลน์จะไม่หายไปหรือลดลงและสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง”

พร้อมกับแนะว่า การอยู่รอดของธุรกิจอย่ามองเพียงแค่ตามกระแส ให้มองถึงความต้องการระยะยาวของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนผ่านไปสู่นิวนอร์มัล ที่ผ่านมาปัญหาที่พบสำหรับธุรกิจที่ปรับตัวได้ไม่ดีคือ ไม่ได้สร้าง “สินทรัพย์ทางดิจิทัล” ไว้มากเท่าที่ควร

ดังนั้นจากนี้ควรเพิ่มความตระหนักรู้ในเรื่องนี้และเตรียมความพร้อมเอาไว้ โดยมีออนไลน์เข้าไปอยู่ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ ซึ่งแม้ไม่ได้เน้นขายของออนไลน์ ทว่าจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการสร้างตัวตนเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูลสินค้าหรือบริการที่ต้องการได้แบบเรียลไทม์

จับตาอีมาร์เก็ตเพลสแข่งเดือด

สำหรับช่องทางที่ผู้บริโภคไทยนิยมใช้ในการซื้อของออนไลน์ เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลของเอ็ตด้า จะพบว่า จากปี 2561 ที่สัดส่วนการซื้อขายมาจากโซเชียลมีเดีย 40% อีมาร์เก็ตเพลส 35% และแบรนด์ดอทคอม 25% ปี 2562 โซเชียลมีเดียลดลงเหลือ 38% อีมาร์เก็ตเพลสเพิ่มขึ้นเป็น 47% และแบรนด์ดอทคอมลดลงเหลือ 15%

จะเห็นได้ว่าอีมาร์เก็ตเพลสมีสัดส่วนที่มากขึ้น ซึ่งปัจจัยมาจากทั้งการมาของผู้เล่นหน้าใหม่ ขณะเดียวกันผู้เล่นต่างพยายามปรับตัว และพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นผู้บริการที่ครบวงจร มีการเพิ่มฟีเจอร์ ฟังก์ชั่นเชิงโซเชียลมีเดียเข้าไปเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการที่มีเอกลักษณ์ของตลาด คาดว่าจากนี้การแข่งขันจะยิ่งดุเดือดมากขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี แม้สัดส่วนของโซเชียลคอมเมิร์ซจะลดลงเล็กน้อย ทว่ายังคงเติบโต แต่ที่ลดลงชัดเจนคือแบรนด์ดอทคอมเหตุผลเนื่องจากการทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ต้องลงทุนสูง ต้องมีความรู้ความเข้าใจเชิงลึก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรายใหม่ที่จะเข้ามาจับตลาดนี้

ข้อมูลระบุด้วยว่า ปี 2562 ส่วนแบ่งการตลาดของผู้เล่นอีมาร์เก็ตเพรสช้อปปี้มีอยู่ประมาณ 54% ลาซาด้า 46% ในโซเชียลคอมเมิร์ซเฟซบุ๊ค 42% ไลน์ 34% อินสตาแกรม 19% และทวิตเตอร์ 5%

ด้านความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของตลาดอีคอมเมิร์ซไทยช่วงการระบาดโควิด-19 ระหว่างเดือนม.ค.-ก.พ. เทียบกับช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. พบว่า ความต้องการบริโภคกลุ่มสินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มสูงขึ้นกว่า 29% โดยเฉลี่ย

โดยหากแยกตามกลุ่มสินค้า สุขภาพและความงามเติบโต 34% สินค้าอุปโภคในครัวเรือนโต 34% หนังสือ 27% เครื่องใช้ไฟฟ้า 22% คอมพิวเตอร์ 4% เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ภายในบ้าน 2%

เมื่อเจาะลึกสินค้าที่ในกลุ่มสุขภาพและความงาม พบว่า สินค้าที่มีปริมาณความต้องการมากที่สุดได้แก่ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ เครื่องวัดอุณหภูมิ เจลล้างมือ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ตามลำดับ

ส่วนกลุ่มสินค้าที่มียอดขายลดลงได้แก่ โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารลดลง 27% กีฬา สัตว์เลี้ยง และของสะสม 28% เสื้อผ้าและแฟชั่น 41% รถ ยานพาหนะ 44%

 ทิศทางธุรกิจมุ่งเป็นผู้ให้บริการมัลติ-แชนแนลอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มที่จะเข้าไปช่วยให้ธุรกิจออนไลน์สามารถเพิ่มยอดขายออนไลน์ได้มากขึ้น คาดว่าปีนี้ผลประกอบการจะเติบโตได้ถึง 50% หลักๆ มาจากการขายโฆษณาที่ให้บริการอยู่ในหลากหลายช่องทาง