โควิดวิกฤติทุกราย SME มีปัญหา ถอดบทเรียนปั้นบิสซิเนสโมเดลใหม่

โควิด-19 กลายเป็นวิกฤติที่ไม่ได้กระทบกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ “กวาดทั้งกระดาน” ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหมดแตกต่างกันไป หากเป็นรายใหญ่สายป่านยาว อยู่ได้นาน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ในปี 2561 จีดีพีมาจาก SME 43% มีการจ้าง 16.3 ล้านคน หรือ 44% ของผู้มีงานทำ วันนี้ SME กว่า 3 ล้านรายกำลังสาหัสจากพิษโควิด การช่วยให้ SME รอดพ้นวิกฤตินี้ จึงถือเป็นอีกภารกิจสำคัญ ที่ทุกกลุ่มต้องร่วมมือกันตามความเชี่ยวชาญที่มีอยู่
SME กระทบหนักผนึกกำลังช่วย 

สถานการณ์โควิด ที่ทำให้เกิดมาตรการ Lockdown ปิดหน้าร้าน ขอความร่วมมืออยู่บ้าน Work from Home  ถนนทุกสายจึงวิ่งไปที่ช่องทางออนไลน์ แน่นอนว่างานของดิจิทัล เอเจนซี่ “ล้นมือ”

ที่ผ่านมาการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยในช่วงโควิดเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้สื่อออนไลน์มีความสำคัญมากขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงมีผลให้การตลาดดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากกว่าเดิม และเมื่อวิถีชีวิตคนเปลี่ยน ทั้ง SME และแบรนด์ก็ต้องสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทัน ต้องหา Right Touchpoint เพื่อนำพาสินค้าและบริการไปถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด อีกทั้งยังต้องส่ง Right Message และ Right Moment เพื่อโน้มน้าวใจผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าและบริการ และต้องสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคผ่านการสัมผัสแบรนด์ (Brand experience) ใน Touchpoint ที่เปลี่ยนไปตามวิถีชีวิตของผู้บริโภค เชื่อมโยงช่องทางที่หลากหลาย (Omni Channel) เข้าด้วยกัน สร้างความสะดวกให้ลูกค้ามากที่สุด เพื่อรักษาลูกค้าที่มีอยู่ให้กลับมาซื้อซ้ำ

ท่ามกลางสถานการณ์โควิด ที่วงการเอเยนซี่ลงความเห็นเหมือนกันว่า “สาหัส” กว่าทุกวิกฤติที่เจอมา ทุกกลุ่มเดือดร้อนไม่ต่างกัน นอกจากทำงานให้ลูกค้าแล้ว ดิจิทาซ มองว่าน่าจะช่วยเหลือกลุ่มอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้รอดไปด้วยกัน จึงได้ร่วมมือกับ HandUp  ใช้ “แรง” และ “ไอเดีย” ของดิจิทัลเอเจนซี่ มาช่วยกลุ่ม SME แหล่งจ้างงานสำคัญ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้

“ปัญหาหลักๆ ของ SME คือ จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและดึงมาซื้อสินค้าและบริการอย่างไร ช่องทางออนไลน์ที่มีอยู่คือ เพจเฟซบุ๊ก ก็ทำแค่ซื้อแอด บูสท์โพสต์ เมื่อได้ Reach เยอะขึ้น มีออเดอร์เข้ามา แต่ปัญหาคือทำยอดไม่ได้มากกว่าเดิม หากยังใช้วิธีการเดิมๆ เพราะไม่ได้ถูกวางกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่แรก”

แน่นอนว่าด้วยกำลังที่มีอยู่คงไม่สามารถช่วย SME ได้ทั้งหมด โครงการ “มือดี SME ดัง” จะเลือก SME ที่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน ได้รับผลกระทบจากโควิด ต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำ จากความเชี่ยวชาญของ ดิจิทาซ  คือด้าน Digital Marketing โดยหวังให้ผู้ที่ได้รับความรู้นี้นำไปกระจายต่อหรือช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไป  เพราะหากมีทักษะคิดวิเคราะห์ได้ ก็จะสามารถต่อยอดได้ คือเป็นหลักคิดของการให้เบ็ดตกปลาแทนการให้ปลา

 

 

 

“โควิด”วิกฤติหนักสุด เปลี่ยน Mindset ใหม่

สำหรับสถานการณ์โควิด เป็นวิกฤติรุนแรงของหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งวงการเอเจนซี่ เพราะการ Lockdown เป็นวงกว้างของหลายธุรกิจไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีบทเรียนที่จะได้จากโควิด

–  คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยน Mindset เรื่องการบริหารเงิน (Financial Management) จากเดิมที่ใช้จ่ายเพื่อความสุขของตัวเอง จะเริ่มเก็บเงินมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ส่วน Gen X และ Baby Boomer ก็จะระวังการจับจ่ายมากขึ้นไปอีก

– ธุรกิจจะเปลี่ยนเร็วขึ้น การก้าวสู่โลกดิจิทัล ธุรกิจรู้อยู่แล้วว่าต้องเปลี่ยนหลายสิ่ง โดยเฉพาะการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ แต่ที่ผ่านมาส่วนหนึ่งคิดได้ว่าต้องเปลี่ยน แต่อาจยังไม่ลงมือทำ โควิดทำให้เห็นชัดว่าธุรกิจค้าปลีกที่ลงมือทำออนไลน์ก่อน ได้รับผลกระทบไม่มากเท่าค้าปลีกที่ไม่ได้ทำมาล่วงหน้าแล้วถูกบังคับให้ทำทันที บทเรียนโควิดสอนให้รู้ว่า หากคิดจะทำอะไร ต้องทำทันที ไม่ต้องรอเวลาอีกแล้ว

–  เก็บเงินสำรองมากขึ้น เดิมองค์กรต่างๆ มีแนวทางในการเก็บเงินสำรองไว้อยู่แล้วหากเกิดปัญหากับธุรกิจ ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ไม่เยอะมากนัก ปกติโครงสร้างธุรกิจทำงานแบบปีต่อปี เมื่อรายงานงบประจำปีจบก็แบ่งกำไรเงินปันผล แต่โควิดทำให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเกิดวิกฤติที่องค์กรไม่มีรายได้เป็นระยะเวลานาน วันนี้ธุรกิจทั่วโลกได้เรียนรู้แล้วว่าต้องสำรองเงินไว้ระยะยาวให้มากกว่าเดิม เพราะโควิดมาเตือนให้รู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้ หากธุรกิจต้องจำศีลยาว เงินสำรองเพื่อสร้างสภาพคล่องเป็นสิ่งจำเป็น

ในทุกวิกฤติที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องเก็บบทเรียนและเรียนรู้ เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดได้และมีประสบการณ์ในการรับมือกับวิกฤติในครั้งต่อไป