2018 ปีแห่งการอพยพสู่ดิจิทัล (Cyber Weekend)

พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงการเตรียมความพร้อมรับมือ       ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ระบุว่า 2018 เป็นปีที่จะเกิดความสับสนอย่างมากของกลุ่มคนและประเทศที่ไม่สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้ทัน และปี 2018 โลกจะแสดงความชัดเจนในเรื่อง ‘Digital Economy’ ด้วยการทำลายระบบธุรกิจที่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized) ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีการกระจายอำนาจ (Decentralized) อย่างชัดเจน

และจะเป็นปีที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร, การลงทุน, พลังงาน, สื่อและโทรคมนาคม จะทำงานอย่างยากลำบาก เพราะกฎระเบียบเดิมๆ จะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ในโลกแห่งดิจิทัลอีกต่อไป แต่ถ้าจะยังคงใช้กฎระเบียบเดิมๆ อยู่ก็จะเป็นการล็อคการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

2018 จะเป็นปีแห่งการพลิกผันหนักขึ้นในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะสื่อและโทรคมนาคม และจะสะเทือนวงการธุรกิจการเงินการธนาคารอย่างมาก เพราะบริษัทที่เกิดใหม่นับจากวันนี้ส่วนใหญ่จะไม่ระดมทุนด้วยวิธี IPO ภายในประเทศ แต่จะเริ่มเข้าสู่รูปแบบใหม่ด้วยการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) จากผู้คนที่สนใจจากทั่วทุกมุมโลก (ถึงแม้ยังไม่ได้รับการยอมรับ) และจะไม่มีรูปแบบกายภาพที่ชัดเจนเช่นในอดีต

แต่องค์กรจะทำงานแบบอัตโนมัติบนแพลตฟอร์ม Blockchain ซึ่งทำงานแบบ decentralized และจะใช้พนักงานในบริษัทจำนวนน้อยมาก ซึ่งการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟนในธุรกิจรูปแบบใหม่นี้จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป็นจำนวนพันล้านคนทั่วโลก ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น จึงทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเทคโนโลยี Blockchain จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้นและจะสร้างโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปีนี้เราจะพบปรากฏการณ์การเปลี่ยนจากยุคอินเทอร์เน็ตที่สร้างสังคมข่าวสาร (Internet of information) มาสู่ยุคอินเทอร์เน็ตที่จะช่วยสร้างทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล (Internet of Value) อย่างชัดเจน

ในปี 2018 นี้ จะเป็นปีที่ชัดเจนอย่างมากของการหลอมรวม (Convergence) ระหว่างอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จนจะทำให้เราไม่สามารถแยกแยะทั้งสองอุตสาหกรรมออกจากกันได้ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์แบบดั้งเดิมและสื่อรูปแบบกระดาษจะถูกสื่อรูปแบบใหม่บน OTT platform เข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยจะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาหันไปใช้งานและเสพสื่อแบบดั้งเดิมอีกเลย

ทั้งนี้เพราะสื่อรูปแบบใหม่บน OTT platform โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียล มีเดีย จะมีวิธีการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ และสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภค (audience attention) ที่แยบยลอย่างมากด้วยการใช้เครื่องมือ social analytics ภายใต้การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนทำให้สามารถส่งคอนเทนต์เฉพาะบุคคล (content personalization) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและชาญฉลาดอย่างที่ไม่เคยมีสื่อรูปแบบเดิมๆ ทำได้มาก่อน ซึ่งเป็นที่แน่ชัดอย่างมากว่า OTT providers ต่างๆ จะเกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นอย่างมากในปี 2018 และปีนี้เองจะเป็นปีที่เกิดการ disruption ในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงรูปแบบเดิมๆ อย่างหนักที่สุด

2018 การโจมตีทางไซเบอร์ จะยังคงเป็นประเด็นสำคัญ และจะเกิดเหตุการณ์โจมตีถี่ขึ้นจากการที่แพลตฟอร์ม IoT แพร่หลายมากขึ้น รวมทั้งจากการที่มีการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย จนเป็นแรงผลักดันทำให้การใช้งาน Blockchain ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่โดดเด่นของมัน และการแพร่หลายของ Blockchain ดังกล่าวก็จะเป็นตัวเร่งในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินไปสู่ mobile transaction และ cryptocurrency อย่างรวดเร็ว

ในปี 2018 นี้ จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของการปฏิวัติพลังงานที่ถูกกดดันจากการพัฒนานวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งธุรกิจพลังงานกำลังถูกเทคโนโลยี Microgrid ที่ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายกระจายพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีราคาที่ถูกลงอย่างรวดเร็ว โดยพลังงานที่เก็บเอาไว้ใน storage ในหมู่อาคารบ้านเรือนทั่วไปนั้น สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเองได้แล้ว ซึ่งมันกำลังเป็น Megatrend ของพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก

ในช่วงปี 2018-2019 บริษัท e-commerce, social media และ search engine จะมีเครื่องมือ Big Data Analytics ที่ทรงพลังอย่างมาก จนจะทำให้ผู้คนทั่วโลกรับชมสื่อที่แปลกไป และมีวิธีการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน จนทำให้เป็นปีแห่งการปิดตัวบริษัทสื่อและบันเทิงแบบดั้งเดิมอย่างน่าตกใจ และจะเป็นปีที่ บริษัท e-commerce, social media และ search engine เช่น Amazon, Alibaba และ Google เป็นต้น จะยอมรับให้ลูกค้าใช้เงินเสมือน (Cryptocurrency) เช่น Bitcoin, Ethereum, Ripple, Bitcoin Cash เป็นต้น ในการทำธุรกรรมอย่างแพร่หลาย จนจะเกิดผลกระทบใหญ่ระลอกแรกกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น ธนาคาร ที่ต้องปรับตัวอย่างมาก

2019-2020 ระบบการเงินการธนาคารทั่วโลกจะเริ่มย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์ม Blockchain และการระดมทุนในรูปแบบ ICO (Initial Coin Offering) จะได้รับการยอมรับอย่างมากจนเป็นกระแสโลกในการทำธุรกิจรูปแบบองค์กรเสมือน
‘ไม่ต้องการเงินลงทุนจำนวนมากจากคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องการเงินลงทุนจำนวนน้อยต่อคน จากคนจำนวนมากทั่วโลก’

ประเทศที่ไม่ได้เตรียมการทรัพยากรมนุษย์ใน skill ใหม่ที่มีรูปแบบการทำงานใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติ, ใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงานและใช้การทำงานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่สามารถทำงานที่ใดก็ได้ (ประเทศใดก็ได้) เวลาใดก็ได้ จะเริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกผลิตอยู่บนรูปแบบกายภาพเดิมๆ อีกต่อไป แต่ความมั่งคั่งได้เคลื่อนย้ายไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น จนจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาที่ทันสมัย ไม่ยอมกลับเข้ามาทำงานในประเทศที่มีกฎระเบียบที่ไม่ทันสมัยที่ปิดกั้นในการสร้างธุรกิจดิจิทัลที่เกิดจากการระดมทุนจากที่ใดก็ได้ในโลก เพราะมีแนวโน้มว่า Gen Z กำลังสร้างธุรกิจแพลตฟอร์มที่อิสระบน Blockchain มากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยการระดมทุนแบบ ICO และธุรกิจดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

2023-2025 เทคโนโลยี Big Data, Blockchain และ สมาร์ทโฟน จะมีขีดความสามารถอย่างยิ่ง และจะทำงานประสานสอดคล้องกัน จนทำให้ธุรกิจเกือบทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากต้องการมีที่ยืนอยู่บนตลาดต่อไป หรือไม่ก็ตายจากไปจากตลาด
‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ นั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งเกินกว่าการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งแก่นแท้ของมันคือการเข้ามาเปลี่ยนระบบนิเวศของทุกๆอุตสาหกรรมจากการควบคุมแบบรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่กระจายอำนาจ (Decentralized) ในการผลิตและกระจายความเป็นอิสระให้ประชาชนมีสิทธิในการผลิตสิ่งที่มีมูลค่าได้ด้วยตัวเอง และสามารถทำธุรกรรมกันเองโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ซึ่งเทคโนโลยีในอดีตไม่สามารถทำได้

แต่ในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถทำให้เกิดการสร้างมูลค่าจากอากาศได้อย่างน่าอัศจรรย์ดังเช่นในหลายประเทศกำลังทำอยู่อย่างก้าวกระโดดจนทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีคิดในการบริหารจัดการเปลี่ยนไปโดยไม่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมๆ รวมทั้งกฎหมายเดิมๆ มาใช้ได้อีกต่อไป

ในส่วนของหน่วยงานกำกับดูแลก็กำลังจะถูกหลอมรวมกันมากขึ้น โดยจะต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านสื่อและโทรคมนาคม, การเงินการธนาคาร, การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน, ประกันภัย และพลังงาน รวมไปถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บภาษี ซึ่งจะถูกกดดันจากการที่ไม่สามารถกำกับดูแลธุรกิจรูปแบบดิจิทัลที่มีลักษณะที่เป็นองค์กรเสมือน (virtual organization) ที่ไม่ได้จดทะเบียนและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประเทศ ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลเหล่านี้จะต้องปรับตัวอย่างหนัก ด้วยการทบทวนกฎหมายและประกาศต่างๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้ในโลกดิจิทัลได้อีกต่อไป และต้องคิดวิธีการใหม่ๆ ที่จะต้องเข้าร่วมลงเรือดิจิทัลของโลกเพื่อความอยู่รอด
หน่วยงานกำกับดูแลของไทยอาจจำเป็นต้องตัดใจและทำใจอพยพเข้าสู่ดิจิทัลด้วยความเจ็บปวด เพราะจะทำให้ธุรกิจดั้งเดิมถูกท้าทายอย่างมาก โดยความท้าทายหลักๆ สรุปได้ดังนี้ คือ

1.การเก็บภาษีจะยากขึ้นหรืออาจเป็นไปไม่ได้ภายใต้กฎหมายเดิม เพราะธุรกิจรูปแบบใหม่ใช้การทำธุรกรรมที่ไม่ได้ผ่านสถาบันทางการเงินในประเทศและพวกเขาเริ่มหนีออกไปจดทะเบียนนอกประเทศ เพราะเนื่องจากกฎหมายไม่ส่งเสริมให้พวกเขาเกิดในประเทศ ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจกลไกที่เปลี่ยนแปลงไปแบบแปลกประหลาด และต้องสร้างกฎระเบียบใหม่ในแนวสนับสนุนส่งเสริม

2.การประมูลคลื่นความถี่ mobile broadband ได้เปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด เนื่องจากเทคโนโลยีแห่งอนาคต 5G ต้องการแบนด์วิทธ์มากกว่า 50-100 MHz ต่อ โอเปอเรเตอร์ เพื่อให้บริการการแพร่ภาพแบบเรียลไทม์, การประมวลผลความเร็วสูง และการควบคุมอุปกรณ์ IoT เป็นต้น ซึ่งหากใช้ราคาในฐานเดิมของการประมูล 4G จะทำให้ โอเปอเรเตอร์ ต้องจ่ายค่าคลื่นความถี่หลายแสนล้านบาทต่อโอเปอเรเตอร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางธุรกิจ จึงอาจเป็นอุปสรรคของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ 5G อีกทั้งการประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรทัศน์ที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในการดำเนินการทางธุรกิจ ที่ต้องถูกทบทวนใหม่ในระดับการแก้กฎหมาย

3.การปฏิวัติการลงทุนของโลก เช่น การระดมทุน ICO ของบริษัทรูปแบบใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานบนเทคโนโลยี Blockchain และ Cloud โดยให้บริการผ่าน สมาร์ทโฟนให้กับผู้คนทั่วโลกนับหลายพันล้านคนด้วยการใช้ cryptocurrencyซึ่งไม่ได้จำกัดลูกค้าเพียงคนภายในประเทศเท่านั้น ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการลงทุนในตลาดทุน ถูกกดดันและจำเป็นต้องกระโดดเข้าร่วมในการคิดรูปแบบที่ทำให้การลงทุนรูปแบบใหม่สามารถทำได้ในประเทศ เพราะคนชั้นครีมที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้สร้างเศรษฐกิจดิจิทัลตัวจริงกำลังหนีจากเราไปสร้างธุรกิจดิจิทัลนอกประเทศแล้ว

4.หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานกำลังถูกกดดันให้เปิดเสรีด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงานที่สูงขึ้น ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนที่ต่ำลงอย่างรวดเร็วทุกปี ซึ่งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างเสรีภายใน 2 ปี และจะต้องปรับปรุงกฎหมายให้สามารถทำการซื้อขายพลังงานระหว่างบ้านเรือนด้วยการใช้เทคโนโลยี Microgrid และแพลตฟอร์มการทำธุรกรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain ที่ในหลายประเทศกำลังเริ่มทดลองใช้แล้ว ซึ่งการสร้างมูลค่าที่ได้จากการสร้างพลังงานจากแสงอาทิตย์ก็ถือว่าเป็นการสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

‘สิ่งที่ประเทศควรทำอย่างยิ่งต่อไปคือ การสร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ที่มีความรู้เฉพาะด้านมาสุมหัวรวมกันจากหลายสาขา เช่น Coding/Programming, นักกลยุทธ์บริหารธุรกิจดิจิทัล, นักกลยุทธ์การตลาดและแบรนด์ดิจิทัล, ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในตลาดดิจิทัล และผู้เชี่ยวชาญในการสร้างธุรกิจแพลตฟอร์ม Blockchain ในรูปแบบ ICO มาร่วมกันสร้างธุรกิจดักอนาคตให้สำเร็จ…สู้ไม่ไหว ก็ปรับตัวและอยู่กับมันให้ได้ คือทางรอด’

ที่มา : https://mgronline.com