7 เคล็ด(ไม่)ลับ เพิ่มยอดธุรกิจผ่าน INSTAGRAM(ตอนที่1)

ผู้ใช้งานอินสตราแกรมทั่วโลกกว่า 800 ล้านคน และกว่า 80% เลือกกดติดตามธุรกิจบนอินสตราแกรมกันอย่างเหนียวแน่น ถึงแม้โอกาสการติดตามจะมีอยู่มาก แต่อย่าลืมว่า “ผู้ประกอบการบนอินสตราแกรมก็มีมากกว่า 25 ล้านรายเช่นกัน !!” นอกจากความสนุกบนไอจียังมีสตางค์ซ่อนอยู่หรือที่เรียกว่า โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ตอกย้ำความน่าสนใจของแพลตฟอร์มนี้ได้จากพาดหัวตัวโตบนเว็บไซต์ข่าวธุรกิจสัญชาติอเมริกัน Business Insider ว่า “It’s time for retailers to start paying close attention to social media” ถึงเวลาแล้วที่ร้านค้าปลีก เริ่มให้ความสนใจกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น

7 เทคนิคสร้างยอดขายบนอินสตาแกรม (Instagram) หรือไอจี (IG) ฉบับเบื้องต้น ดังนี้
1. ความน่าเชื่อถือ ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เรียกได้ว่า การมาของแพลตฟอร์มออนไลน์โซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) ช่วยพลิกโฉมการค้าปลีกไปโดยปริยาย ถึงการเปิดร้านออนไลน์จะฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และดูเป็นเรื่องง่ายที่ใครก็ทำได้ แต่จะทำได้ดีคงจะต้องใช้เวลา พร้อมกับความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อเนรมิตร้านค้าเสมือนในโลกดิจิทัลให้มีชีวิตชีวาน่าซื้อ น่าติดตาม  นี่เป็นป้อมปราการด่านแรกที่ธุรกิจคุณจะต้องมี พร้อมกันนี้แบรนด์ธุรกิจต้องชัดเจน โดดเด่น เห็นแล้วต้องจำได้ จำง่าย รับรู้ทันทีว่า “ร้านนี้ขายอะไร” ตอบได้ทันทีแบบลูกค้าไม่ต้องเดาต่อ หรือตั้งชื่อ IG ตรงตามสินค้าที่วางเป๊ะ ๆ แบบไม่ให้ลูกค้าต้องเสี่ยงทายเลย เช่น “ร้านลิปสติก ฟรุ้งฟริ้ง สีติดทนนาน, ขายกระเป๋าหนัง ถือแล้วเก๋ไก๊เลิศเวอร์” มองในแง่มุมลูกค้า เมื่อพบกับร้านค้าไอจีที่มีชื่อแบบนี้ ถ้าจะซื้อสินค้าก็คงรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ และต้องใช้เวลาตัดสินใจอยู่พักใหญ่ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

เรามาเช็คลิสต์สิ่งที่ร้านค้าบน Instagram Business ควรมีเพื่อสร้างความน่าเชือถือและความเป็นมืออาชีพให้กับร้านของคุณมีอะไรบ้าง เราสรุปคร่าว ๆ ไว้ให้แล้ว

  • ชื่อบัญชีเป็นทางการ ชัดเจน เข้าใจง่าย เพราะการตั้งชื่อบัญชีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้ลูกค้าค้นหาง่าย และเข้าใจได้ทันทีว่าจำหน่ายสินค้าและบริการหรืออะไร ไม่ควรตั้งชื่อบัญชีที่เข้าใจยาก หรือยาวจนเกินไป
  • ภาพโปรไฟล์ต้องเชื่อมโยงกับแบรนด์สินค้า ธุรกิจส่วนใหญ่นิยมใช้โลโก้แบรนด์เป็นภาพโปรไฟล์ สร้างความจดจำให้กับลูกค้าแบบเบื้องต้น
  • คำอธิบายในส่วนโปรไฟล์ต้องครอบคลุมภายใน 150 ตัวอักษร คุณควรกรอกข้อมูลให้กระชับได้ใจความเล่าให้ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แถมด้วยช่องทางติดต่อเพิ่มเติม เช่น มีลิงก์เว็บไซต์หลัก, ไลน์แอท (Line@) และเบอร์โทรระบุไปด้วยจะดีมาก

หากเช็คลิสต์คร่าว ๆ แล้ว พบว่าร้านค้าในไอจีของคุณมีไม่ครบ หรือขาดตกบกพร่องข้อใดไป รีบแก้ไขใหม่ตอนนี้ก็ยังทัน !!!

2. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เล่าเรื่องผ่านภาพได้ หากพูดถึงแอปพลิเคชัน Instagram สิ่งแรกที่นึกถึงคงหนีไม่พ้นรูปภาพสวย ๆ ที่จุดประกายไอเดีย สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต ดังนั้น การให้ข้อมูลสินค้าและบริการ หรือธุรกิจของคุณมากขึ้นจะต้องครีเอทผลงานที่ดีที่สุด ตราตรึงใจเลือกภาพที่เยี่ยมที่สุด สะกดสายตาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้าพบโพสต์เราบนไอจี เรียกยอดไลค์ (Like) และเพิ่มยอดผู้ติดตาม (Follower) เพื่อยอดขายในลำดับต่อไป

แต่คุณอย่าลืมว่าลูกค้าในอินสตราแกรมถึงจะมีจำนวนมาก พวกเขาก็สามารถเลือกสิ่งที่สนใจได้ พร้อมกับเพิกเฉยสิ่งที่ไม่ชอบได้เช่นเดียวกัน

  • ก่อนลงมือสร้างคอนเทนต์คุณภาพเยี่ยมไว้ป่าวประกาศให้ชาวไอจีได้รับรู้ คุณจะต้องเป็น ‘นักเล่าเรื่องที่ดี’ ค้นหาเรื่องราวแบรนด์ และมีเรื่องให้เล่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจคุณ หากคิดไม่ออกไม่รู้จะสร้างตัวตนอย่างไร ลองหาคำตอบจาก 2 คำถามเบื้องต้นที่ STEPS Academy เตรียมไว้ให้ดูสิคำถามที่ 1 คุณต้องการให้ลูกค้าจำธุรกิจคุณแบบไหน ? เช่น สนุกสนาน, มีความสุข, อบอุ่น, เป็นมิตร ฯลฯ

    คำถามที่ 2 คุณต้องการถ่ายทอดเรื่องราวอะไรให้ลูกค้า ? เช่น ประวัติความเป็นมา, คุณสมบัติสินค้า, ความพิเศษของผลิตภัณฑ์และบริการ หรืออื่น ๆ

    เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว มาเริ่มออกแบบ Signature Look ให้คาแรคเตอร์ธุรกิจให้สอดคล้องกับ Mood & Tone โทนสีบ่งบอกความเป็นแบรนด์ หาสไตล์การเล่าเรื่อง รวมทั้งใช้ภาษาที่ทำให้ลูกค้าปลื้ม หากคุณยังไม่มีไอเดีย ทาง Instagram Business แนะนำมือใหม่หัดขายไว้ว่า

  • การสร้างแบรนด์ร้านค้าบนไอจีต้องมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป
  • ต้องมีความรักและความใส่ใจในการทำโฆษณา มุ่งเน้นสร้างแรงบันดาลใจ
  • บอกเล่าเรื่องราวให้สนับสนุนเป้าหมายและผลิตภัณฑ์
  • สร้างสรรค์ผลงานโฆษณาภาพถ่ายและวิดีโอที่มีคุณภาพ สวยงาม ข้อมูลครบครัน บ่งบอกความเป็นแบรนด์อย่างแท้จริง
  • ทุกรูปภาพ และวิดีโอที่โพสต์ลงไอจีจะต้องมีโลโก้ทุกครั้ง
  • หากธุรกิจของคุณมีหน้าร้าน ตอนโพสต์ก็สามารถปักหมุดโลเคชันร้านได้เช่นกัน

จำไว้ว่า กฎหลักที่จะทำให้ธุรกิจร้านค้าบนไอจีเติบโตได้ คือ คุณต้องเล่าเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำเสนอความเคลื่อนไหวล่าสุดของธุรกิจและสินค้า, พรีเซนต์สินค้าใหม่, ถ่ายภาพสินค้าในมุมมองต่าง ๆ ที่หลากหลาย, ภาพเบื้องหลังการผลิตหรืออื่น ๆ รวมทั้งการนำเสนอเรื่องราวที่ตามกระแสสอดคล้องกับแบรนด์ เช่นเดียวกับโฆษณาคลิปวิดีโอล้อเลียนนักมายากลชื่อดัง หวังแนะนำช่องทางอีคอมเมิร์ซซื้อขายออนไลน์น้องใหม่ให้แตกต่างอย่าง Bukalapak (@bukalapak) จากอินโดนีเซีย ที่ปล่อยโฆษณาชุดนี้ผ่าน IG สามารถเข้าถึงคนอินโดนีเซียได้ถึง 31 ล้านรายภายใน 16 วัน

โพสต์ IG ช่วงเวลาไหนเวิร์ค

คุณอาจจะเลือกเวลาที่เหมาะสมในการโพสต์ลงไอจี ผ่านการพิจารณาข้อมูล Instagram’s Insights ในแอปพลิเคชันว่ามีช่วงใดมีผู้เข้าชมเพจสูงสุด หรือเลือกโพสต์ช่วงที่คนว่าง หรือเดินทางกลับถึงบ้าน หากให้เจาะลึกข้อมูลลงไปอีก

เวลาที่เหมาะสมจะโพสต์ภาพลงในไอจี แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

ช่วงเช้า    07.00 – 09.00 น. เวลาตื่นนอน ชาวเน็ตอาจเช็คข้อมูลก่อนเริ่มวันใหม่เล็กน้อย ช่วงเที่ยง  11.00 – 14.00 น. เป็นช่วงเวลาหยุดพักผ่อน และเล่นโซเชียล                              ช่วงเย็น    17.00 – 19.00 น. เลิกเรียนและเลิกงาน เป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่สุด

ส่วนการโพสต์คลิปควรเลือกเวลาเลิกงาน/หลังเลิกเรียน ช่วงค่ำ ๆ เนื่องจากผู้คนถึงบ้าน และดูคลิปวิดีโอได้อย่างจุใจด้วยอินเทอร์เน็ต Wifi สำหรับช่วงเวลาข้างต้นเป็นเพียงไอเดีย  คร่าว ๆ เท่านั้น เนื่องจากเวลาที่ดีในโพสต์ IG ร้านค้า คุณควรเป็นผู้กำหนดเอง จากข้อมูลที่มีในระบบจะแม่นยำกว่า จงจำไว้ว่าการขายของบนไอจีคุณควรเล่าเรื่องราวเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ ห้ามโพสต์พร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น ควรโพสต์วันละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ
3. เข้าใจไลฟ์สไตล์ลูกค้า
เมื่อออกแบบคาแรคเตอร์ มีเรื่องเล่าที่เป็นสไตล์ของคุณแล้ว คงไม่เวิร์คแน่ ๆ หากเราเล่าเรื่องราวธุรกิจบนไอจีแต่ไม่มีใครสนใจ หรือไม่มีการตอบรับจากลูกค้า
สำหรับเทคนิคข้อนี้ขั้นตอนนี้ STEPS Academy ขอแนะนำการสร้างชุมชนให้กับร้านค้าในไอจีให้เข้าถึงใจลูกค้า โดยผู้ประกอบการจะต้องวิเคราะห์ Customer Persona หรือทำความรู้จักพฤติกรรมผู้บริโภค หรือกลุ่มลูกค้าที่แท้จริงร่วมไปด้วย เพื่อเฟ้นหาคอนเทนต์รวมทั้งการโฆษณาลงไอจีให้ถูกใจนั้นเอง
ใกล้ชิดลูกค้า ด้วยคำถาม 3W1H 

หากจับต้นชนปลายไม่ถูก มาเริ่มจากการวิเคราะห์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (Target) ของเราจากข้อมูลพื้นฐานเช่น เพศ, นิสัย, อาชีพ, ช่วงรายได้, ความคิดเป้าหมายการใช้ชีวิต หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต ฯลฯ หรือจะลองใช้คำถามหลัก 3W1H หาคำตอบ Customer Persona ก็ได้

Who   ลูกค้าของเราคือใคร                                                                                                          What  ลูกค้ามองหาอะไร เช่น เป้าหมายชีวิต                                                                            Why   ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าและบริการจากเรา                                                                How   ลูกค้าพบเราได้อย่างไร มีวิธีการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางไหน เป็นต้น

ที่มา https://stepstraining.co