คนกับงานและจักรกล

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ เผยแพร่รายงานประจำปีว่าด้วยพัฒนาการโลก ที่ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ของเวิลด์แบงก์ ซึ่งมี พิเนโลพี คูยานู โกลด์เบิร์ก เป็นหัวหน้าคณะจัดทำขึ้น  เนื้อหาว่าด้วยเรื่องที่พูดกันหนาหูยิ่งขึ้นทุกทีในขณะนี้ นั่นคือเรื่องที่ หุ่นยนต์ หรือจักรกลอัตโนมัติทั้งหลายซึ่งนับวันจะอัจฉริยะมากขึ้นจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ทำ

หัวเรื่องรายงานชิ้นนี้บ่งบอกไว้ชัดเจนว่า “หุ่นยนต์ ไม่ได้ทำลายตำแหน่งงาน” แล้วพยายามอธิบายว่า ในทุกๆ ตำแหน่งงานที่หุ่นยนต์หรือระบบจักรกลอัตโนมัติเข้ามาทำหน้าที่แทนคนเรานั้น จักรกลอัตโนมัติเหล่านี้ก็สร้างงานใหม่ๆ สร้างภาคธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาด้วยเสมอ

บอกต่อไปด้วยว่า จริงๆ แล้ว “งาน” ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ “เคลื่อนย้าย” และ “เปลี่ยนรูปแบบ” ไปจากเดิมเท่านั้นเอง

เช่น ย้ายจากภาคการผลิต ซึ่งงานการผลิตง่ายๆ ซ้ำๆ ตกเป็นของหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ไป ไปเกิดเป็นตำแหน่งงานใหม่ในภาคการบริการ เป็นต้น

หรือในบางกรณี เคลื่อนย้ายจากประเทศหนึ่ง (เช่น ในสหรัฐอเมริกา) ไปยังอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งแน่นอน แรงงานยังคงราคาถูกเสียจนคุ้มค่ากับการไม่ลงทุนติดตั้งจักรกลอัตโนมัติ

แล้วยกตัวอย่างมาให้ดูด้วยว่า ในขณะที่การจ้างงานในอุตสาหกรรมในประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา, สเปน และสิงคโปร์ ลดลงมากกว่า 10 เปอร์เซ็นเทจ พอยต์ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ อาทิ เวียดนาม การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มขึ้น จาก 9 เปอร์เซ็นต์ ในปี 1991 เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2017

นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งที่รายงานชิ้่นนี้พยายามชี้ให้เห็นก็คือ “งาน” ของมนุษย์นั้นจะวิวัฒนาการไป

งานที่คนเสียไปให้กับหุ่นและระบบการผลิตอัตโนมัตินั้น เป็นงานง่ายๆ ใช้ทักษะต่ำ ผลิตเป็นจำนวนมากๆ เท่านั้น

ธนาคารโลกบอกว่า นายจ้างในอนาคต จะยิ่งต้องการ “คน” ที่มีทักษะสูง เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะทักษะในการทำงานที่ไม่สามารถทดแทนด้วยจักรกลได้

ตัวอย่างเช่น คนที่มีทักษะในการแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อน คนที่มีความศักยภาพในการทำงานเป็นทีมสูง คนที่สามารถ “คิด” และ “ทำ” อย่างเป็นเหตุเป็นผล และคนที่มีทักษะในการสื่อสารสูงๆ เป็นต้น

ภายใต้ข้อสรุปดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า ในทรรศนะของเวิลด์แบงก์ จักรกลอัตโนมัติและระบบการผลิตอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นปัญหาของคน ตราบเท่าที่คนเหล่านั้นยังสามารถปรับตัวได้ เข้ารับการ “รีเทรน” หรือการฝึกอบรมทักษะการทำงานใหม่ที่ตรงกับความต้องการได้

ข้อเสนอแนะที่ระบุไว้ในรายงานชิ้นนี้ก็คือ ขอเพียงจัดสรรให้มีหลักประกันทางสังคมชั่วคราวระหว่างที่คนเราเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งเท่านั้นเป็นพอ เพราะยังไงๆ แรงงานในอนาคตก็ไม่ปักหลักทำงานที่ใดที่หนึ่งอยู่นานนับเป็นสิบๆ ปี เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

ตรงนี้น่าคิด เพราะเวิลด์แบงก์ชี้ไว้ว่า ตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ก็คือ การเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ของ “กิ๊ก อีโคโนมี” (gig economy) ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย ขอเก็บไว้มาคุยกันในคราวถัดไป

ผมกำลังเป็นกังวลว่า รายงานชิ้นนี้แทนที่จะช่วยให้คลายวิตกในเรื่องนี้ จะยิ่งชวนให้เป็นกังวลหนักข้อขึ้นไปอีก

เป็นกังวลว่า รายงานนี้อาจส่งผลให้ผู้ที่กำกับดูแลเชิงนโยบายของประเทศแต่ละประเทศ ปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจ ไม่หาแนวทางใดๆ มารองรับ เรื่องซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวแล้ว เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคมของประเทศ ของโลก

เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ แล้วจะดีเองนะครับ

แม้แต่ในรายงานเองยังยอมรับว่า ในหลายๆ พื้นที่อาจเกิดปัญหาขึ้น อย่างเช่น ในแอฟริกา หรือที่ไหนก็ได้ที่ไม่สามารถ “ปรับตัว” หรือรับการ “รีเทรน” ได้ แล้วจู่ๆ วันหนึ่งคนจำนวนมหาศาลก็พบว่างานแบกหาม ใช้แรงง่ายๆ ที่พวกเขาเคยทำได้ หุ่นยนต์หรือจักรกลอัตโนมัติทั้งหลายแย่งไปทำหมดแล้ว ด้วยราคาค่าตัวที่ถูกกว่า

คุณโกลด์เบิร์กสรุปความเอาไว้ว่า นี่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่ผ่านมา 3 ครั้งมนุษย์ยังอยู่รอดมาได้ ครั้งนี้มนุษย์ก็ต้องปรับตัวได้เช่นเดียวกัน

ปัญหาก็คือว่า มนุษย์นั้นอยู่รอดแน่ครับ แต่ในขณะที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งอยู่รอดนั้น ภายใต้การปรับตัวที่ผ่านๆ มา มีมนุษย์อีกมากมายแค่ไหน ทนทุกข์ทรมาน ล้มหายตายจากไป?

หรือคนเหล่านั้นไม่ใช่คน?

www.msn.com