ส่องมาตรการกู้เศรษฐกิจนานาชาติ สู้วิกฤตไวรัสโควิด19

 

 

 

 

 

 

 

แม้จะยังไม่มีสัญญาณความหวังที่ชัดเจนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 จะสิ้นสุดลงในเร็ววันนี้ กระนั้น หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่า ความรุนแรงดังกล่าวจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของทุกประเทศทั่วโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แนวโน้มข้างต้น ส่งผลให้รัฐบาลนานาประเทศทั่วโลกเริ่มสรรหานโยบายและออกมาตรการเพื่อป้องกันภาคการเงินและบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 อย่างเต็มที่

มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อสู้และกู้วิกฤตชาติจากไวรัสโควิด19 ของหลายประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับการระบาดอย่างรุนแรงอยู่ในห้วงเวลานี้

เอเชีย

จีน 

ประเทศซึ่งศูนย์กลางของโรค และมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดเกินกว่า 8 หมื่นคน จนถึงขณะนี้ได้จัดสรรงบประมาณ 1.1 แสนล้านหยวน (ประมาณ 5.01 แสนล้านบาท) เพื่อภารกิจป้องกันและควบคุมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

งบประมาณจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในภารกิจต้านไวรัสแล้ว 7.14 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 3.24 แสนล้านบาท) คงเหลืออีก 3.95 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 1.77 แสนล้านบาท) และกระทรวงฯ จะประกันเงินทุนเพื่อการป้องกันและควบคุมโรคระบาดในหูเป่ย พร้อมเร่งการจัดสรรเงินทุนโดยเร็ว

ขณะที่รัฐบาลกลางอัดฉีดงบประมาณ 6.2 พันล้านหยวน (ประมาณ 2.81 หมื่นล้านบาท) ไปยังมณฑลหูเป่ย เพื่อสนับสนุนการรักษาผู้ป่วย การก่อสร้างโรงพยาบาลและการจัดซื้ออุปกรณ์ รวมถึงการสาธารณสุขและการป้องกันการโรคระบาด

เกาหลีใต้

ประเทศในเอเชียที่มียอดผู้ติดเชื้อมากที่สุดนอกเหนือจากจีน โดยประกาศใช้งบประมาณพิเศษมูลค่า 11.7 ล้านล้านวอน หรือ 9.8 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนงบดังกล่าวถือเป็นงบพิเศษที่มากที่สุดในรอบ 7 ปีของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นช่วงที่โรคทางเดินหายใจสายพันธุ์ตะวันออกกลางหรือ MERS เกิดขึ้นในปี 2551 และได้มีการอนุมัติงบพิเศษมูลค่า 1.6 ล้านล้านวอน

ไต้หวัน

ไต้หวันผ่านงบประมาณพิเศษ มูลค่า 60,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อใช้ในมาตรการป้องกันและช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยงบประมาณ แบ่งเป็นมาตรการป้องกันโรค 19,600 ล้านเหรียญไต้หวัน เช่น การจัดหาโรงพยาบาลเพื่อรองรับการกักบริเวณผู้ติดเชื้อ การจัดตั้งสถานกักตัวผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ การให้เงินอุดหนุนสถานศึกษาและผู้ประกอบการระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น   ในส่วนของการช่วยเหลือธุรกิจ ได้จัดสรรงบประมาณ 40,400 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อใช้สำหรับเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า

ฮ่องกง

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงอนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน 1.2 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง (1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากเหตุประท้วง และการระบาดของโควิด    โดยเงินจำนวนนี้ จะกันออกมาอัดฉีดเข้ากระเป๋าชาวฮ่องกงที่อายุ 18 ปี ขึ้นไป ประเมินว่ามีอยู่ราว 7 ล้านคร คนละ 10,000 ดอลลาร์ฮ่องกง โดยจะใช้ 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นประกาศใช้เงินทุนสำรอง 1.03 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 2.92 พันล้านบาท) เพื่อใช้สำหรับการดำเนินมาตรการต่างๆ โดยเงินสำรองก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบทั้งหมด 1.53 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 4.34 พันล้านบาท)

รัฐบาลจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาชุดทดสอบไวรัสอย่างง่าย การพัฒนาวัคซีน การสนับสนุนโรงพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อและการรักษาผู้ป่วย รวมถึงนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ทั้งช่วยเหลือภาคท่องเที่ยว และเพิ่มการผลิตหน้ากากอนามัย

ตะวันออกกลาง

อิหร่าน

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ในอิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่รุนแรงที่สุดอีกแห่งหนึ่งนอกจีนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรฐกิจของประเทศ ที่ได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กรณีประเด็นขัดแย้งด้านนิวเคลียร์

จนถึงขณะนี้ รัฐบาลอิหร่านยังไม่มีมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านได้ยื่นเอกสารร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อขอเงินช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการสู้กับวิกฤตไวรัสโคโรโนา

โดยก่อนหน้านี้ นางคริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ประกาศขัดว่า จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินผ่านกองทุนช่วยเหลือเร่งด่วน Rapid Financial Instrument (RFI) ให้แก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด19

ทวีปอเมริกา

สหรัฐอเมริกา

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อตลาดการเงินของประเทศ ได้ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5% โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดมีแนวโน้ม 100% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25-0.50% ในการประชุมวันที่ 17-18 มีนาคมนี้

ขณะเดียวกันเฟดยังเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 30 ล้านล้านบาท) ในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด19 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ในนิวยอร์ก ประกาศอัดฉีดเงินกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผ่านตลาดสินเชื่อระยะสั้นชั่วข้ามคืน พร้อมเพิ่มปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรเป็นวงเงินรวม 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาตรการขยายเวลาการจ่ายภาษีให้แก่บุคคลและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด19 โดยปราศจากบทลงโทษและดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าจัดงบช่วยเหลือมูลค่ากว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มเสริมสภาพคล่องกับภาคธุรกิจ ในส่วนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จัดงบมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงช่วยลดภาระด้านเนทุนด้วยการจัดเตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเร่งด่วน

ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีทรัปม์ ยังได้ลงนามอนุมัติงบใช้จ่ายฉุกเฉินมูลค่า 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 260,000 ล้านบาท) สำหรับการต่อสู้รับมือกับไวรัสโควิด19 ซึ่งครอบคลุมถึงการคิดค้นพัฒนาวัคซีนรักษาไวรัสเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ก่อนที่วันที่ 13 มีนาคมจะจัดสรรงบประมาณอีกราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐต่างๆ ในการต่อสู้รับมือกับไวรัสโควิด19

ยุโรป

อิตาลี

อิตาลีเป็นประเทศในยุโรปที่มียอดผู้ติดเชื้อสูงมาก และยังมีอัตราเสียชีวิตมากที่สุด ขณะนี้รัฐบาลอิตาลี สั่งเพิ่มงบประมาณสู้วิกฤตไวรัสโควิด19 ขึ้นสองเท่าตัวมาอยู่ที่ 8,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมเพิ่มเป้างบขาดดุลของประเทศในปี 2020 จากปัจจุบันที่ 2.2% มาอยู่ที่ 2.5%

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้ออกมาตรการระงับการจ่ายดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วประเทศ ส่วนภาคธนาคารเตรียมออกมาตรการพักชำระหนี้ให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด19

อังกฤษ

รัฐบาลนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 39,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 มีนาค) เพื่อพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่

โดยคณะกรรมการบีโออีมีมติลดอัตราดอกเบี้ยจาก 0.75% เป็น 0.25% ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืม (Borrowing Costs) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งประธานบีโออียังส่งสัญญาณพร้อมใช้ นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) เพิ่มเติม รวมถึงอาจมีการใช้งบประมาณในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันเศรษฐกิจอังกฤษ เข้าสู่ภาวะถดถอย

ฝรั่งเศส

เบื้องต้น ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาคร็อง ของฝรั่งเศส มีมาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสแล้ว และจะมีมาตรการอื่นๆ ต่อไป โดยได้มุ่งให้ความช่วยเหลือแก่ภาคเอกชนสาขาการบิน การท่องเที่ยวและการค้า

ตัวอย่างของมาตรการช่วยเหลือก็เช่น การอนุญาตให้บริษัทยกเว้นการจ่ายภาษีและค่าบริการสังคม การจัดตั้งเงินชดเชยจากรัฐเพื่อเป็นค่าจ้างแรงงานระยะสั้น และการออกคำสั่งให้ ธนาคารเพื่อการลงทุน Bpifrance ออกสินเชื่อเร่งด่วนให้แก่ภาคธุรกิจที่ประสบกับปัญหาสภาพคล่องจากไวรัสโควิด 19

นอกจากนี้ ทางการฝรั่งเศส ยังอนุญาตให้ภาคเอกชน ประกาศเหตุสุดวิสัยเนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด19 ได้ ในกรณีที่ต้องผิดสัญญากับภาครัฐ รวมถึงกดดันให้บรรดาบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ อนุญาตให้บริษัทคู่สัญญาขนาดเล็กทำได้แบบเดียวกัน

ขณะที่ในส่วนของระดับสหภาพยุโรป ฝรั่งเศสขอให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นในการผ่อนปรนกฎบางประการ อาทิ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือของรัฐต่อภาคเอกชน ข้อจำกัดทางงบประมาณ และกฎเกี่ยวกับ slots การบิน

สหภาพยุโรป (อียู)

สหภาพยุโรป (อียู) มีแผนเตรียมจัดตั้งงบลงทุนมูลค่า 37,000 ล้านยูโร (Initiative Investment) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันเศรษฐกิจจากวิกฤตไวรัส ขณะเดียวกัน ก็เปิดทางให้ชาติสมาชิกกำหนดงบขาดดุลได้อย่างยืดหยุ่น และพร้อมปล่อยสินเชื่อมูลค่า 8,000 ล้านยูโรให้แก่บริษัท 100,000 แห่งทั่วยุโรป

ด้าน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลงมติเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้นถึง 120,000 ล้านยูโร (เกือบ 4 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากมาตรการคิวอีเดิมในการเข้าซื้อพันธบัตรราว 20,000 ล้านยูโรต่อเดือน พร้อมจัดสรรเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจช่วงวิกฤตไวรัสโควิด19 ที่หลายประเทศทั่วยุโรปได้รับผลกระทบหนัก

อาเซียน

สิงคโปร์

รัฐบาลสิงคโปร์อนุมัติงบประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในการช่วยเหลือและสนับสนุนทางการแพทย์ในการต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งเป็นงบประมาณที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

โดยงบประมาณดังกล่าวจะจัดสรรให้ผู้ได้รับผลกระทบ และให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในแนวหน้าในการดูแลผู้ป่วย

นอกจากนี้ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งผู้มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด ยอมลดเงินเดือน 1 เดือน เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวสิงคโปร์ทั้งประเทศ

มาเลเซีย

มาเลเซียประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2 หมื่นล้านริงกิต (4.7 พันล้านดอลลาร์) เพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาด

โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีทั้งการลดหย่อนภาษี, การช่วยเหลือบริษัทในภาคธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ ภาคการท่องเที่ยว, การจัดหาเงินกู้สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการจัดวนนเงินสดให้กับประชาชน

นอกจากนี้ มาเลเซียยังจับมือกับสิงคโปร์ ในการร่วมมือกันในช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

กัมพูชา

นายกรัฐมนตรีสมเด็จสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน แห่งกัมพูชา ได้อนุม้ติกองทุนฉุกเฉินรวม 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 942 ล้านบาท) เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม เพื่อให้เป็นเงินสนับสนุนการป้องกันสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 นานร่วม 6 เดือน

นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ รัฐบาลกัมพูชา ยังเปิดเผยอีกว่า ได้จัดเตรียมสำรองเงินงบประมาณของประเทศไว้สูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 62,000 ล้านบาท) ในการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศหากเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ครั้งใหญ่ และกินระยะเวลานานร่วม 1 ปี

เงินงบประมาณดังกล่าว ยังมีขึ้นควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ เช่น การช่วยจ่ายเงินชดเชยค่าจ้างแรงงานให้แก่ลูกจ้างที่นายจ้างต้องปิดโรงงาน ด้วย

ฟิลิปปินส์

หลังตัดสินใจประกาศปิดกรุงมะนิลา และใช้มาตรการเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนในเมืองหลวงออกจากบ้านระหว่างเวลา 20.00-05.00 เป็นเวลา 1 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมเป็นต้นไป สภาผู้แทนราษฏรภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลประธานาธิบดีโรดริโก้ ดูเตอร์เต้ ของฟิลิปปินส์ ได้อนุมัติเงินกองทุนรับมือกับไวรัสโควิด 19 มูลค่า 1,650 ล้านเปโซ (กว่า 2,300 ล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่างบประมาณที่ ทางกระทรวงสาธารณสุขขอไว้ที่ 2,350 ล้านเปโซ (ราว 3,400 ล้านบาท)

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ระบุว่า จำนวนเงินดังกล่าวเป็นเงินที่มากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะจัดสรรได้ในเวลานี้ โดยเงินทั้งหมด จะนำไปใช้ในการต่อสู้รับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อเสื้อกาวน์ หน้ากากอนามัย เจลทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นทั้งหมด

เวียดนาม

เวียดนามเตรียมงบประมาณ 27 ล้านล้านด่ง (1,160 ล้านดอลลาร์) เพื่อรับมือกับการระบาด และพยุงเศรษฐกิจเติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ 6.8% ในปีนี้

แผนของรัฐบาลประกอบด้วย การลดหย่อนภาษี การชะลอการจ่ายภาษี และการปรับลดค่าธรรมเนียมการเช่าที่ดิน รวมถึงเร่งการใช้จ่ายของรัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

พร้อมกันนี้ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย ์สถาบันการเงิน ยกเลิก ปรับลด หรือชะลอการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่บริษัทต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

อินโดนีเซีย

หลังจากอินโดนีเซียพบผู้เสียชีวิต 2 ราย จากการติดเชื้อโควิด 19 รัฐบาลก็ได้อนุมัติแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 22.92 ล้านล้านรูเปียห์ (1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งจะประกอบด้วย การลดหย่อนภาษี ซึ่งที่จะทำให้อินโดนีเซียประสบกับภาวะขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นถึง 2.5% ของ GDP จากเดิมซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.76%

โดยในงบประมาณดังกล่าว ส่วนหนึ่งจำนวน 1 ล้านล้านรูเปียห์ (68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะถูกจัดสรรไปใช้กับการจัดซื้ออุปกรณ์ การป้องกันและการทำความสะอาจ และรัฐบาลระบุจะดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิดทุกราย

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ระบาดไปแล้วกว่า 100 ประเทศทั่วโลก  ยอด ณ วันที่ 15 มีนาคม 2563 มีผู้ติดเชื้อจำนวน 162,651 คน เสียชีวิต 6,069 และหายป่วย 76,219 คน อัตราการเสียชีวิต 3.73%