ออมสินสนองรัฐ ดันกองทุนร่วมลงทุนเจรจา SMEs Startup 20 ราย วงเงิน 995 ล้านบาท


ธนาคารออมสินเดินหน้าสนองนโยบาย หนุน SMEs Startup ผ่าน โครงการกองทุนร่วมลงทุนร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ล่าสุดได้เลือกลงทุนกับ 2 บริษัทธุรกิจสร้างระบบ CRM บริษัท Chococard และรายที่ 2 ผู้ผลิตโปรแกรมบัญชีออนไลน์ Peakengine รายละ 10 ล้านบาท เผยเตรียมเจรจาอีก 20 ราย วงเงิน 995 ล้านบาท

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้สนับสนุนผ่านโครงการประกวด GSB สุดยอด SMEs Startup ตัวจริง เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจ รวมถึงจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน SMEs Private Equity Trust Fund จำนวน 3 กอง วงเงินลงทุน 2,000 ล้านบาท โดยมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมสนับสนุนผ่านการระดมทุนเสริมความแข็งแกร่ง

สำหรับความคืบหน้าของ SMEs Private Equity Trust Fund ธนาคารได้มีการอนุมัติ ร่วมลงทุนไปแล้ว 9 รายการ คิดเป็นวงเงิน 275 ล้านบาท ในจำนวนนี้คือ การลงนามสัญญาร่วมลงทุน ล่าสุด จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท ช็อคโก้ คาร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ประกอบธุรกิจสร้างระบบ CRM (Customer Relationship Management) สำหรับลูกค้า SMEs และระดับ Corporate ในประเทศไทย ซึ่งเป็นกองทุนที่ร่วมลงทุนตั้งแต่ปี 2559 เป็นเงิน 10 ล้านบาท ปัจจุบันมีสมาชิกร้านค้า 1,000 ร้านค้า มีผู้ถือบัตร 8 แสนราย ซึ่งบริษัทได้มีการขยายกิจการเพิ่มตามการเติบโตมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ธนาคารออมสินจึงได้ร่วมลงทุนกับบริษัทเพิ่มอีก 10 ล้านบาท ผ่านกองที่ 1 มีบริษัท N Vest Venture เป็นผู้จัดการกองทรัสต์

สำหรับรายที่ 2 SMEs Private Equity Trust Fund ธนาคารออมสินกองที่ 2 มี Expara Thailand เป็นผู้จัดการกองทรัสต์ ร่วมลงทุนวงเงิน 10 ล้านบาท กับบริษัท RUNN Intelligent เจ้าของแบรนด์ “Peakengine” ซึ่งเป็นผู้ผลิตโปรแกรมบัญชีออนไลน์แบบแพลตฟอร์ม Clound ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยผู้ประกอบการในการเข้าสู่ระบบการทำบัญชีเดียวในอนาคต และเมื่อมีข้อมูลทางการเงินที่ดีจะทำให้สามารถขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน “Peakengine” มีผู้ใช้งานมากกว่า 4,000 ราย มีรายได้การค้าผ่านระบบกว่า 800 ล้านบาทต่อเดือน

ผอ.ธนาคารออมสินกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาธนาคารได้อนุมัติงบการลงทุนร่วมกับในส่วนของ SMEs และ Startup จำนวน 6 ราย วงเงินประมาณ 130 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม การท่องเที่ยว Digital Media ธุรกิจอสังหา และ Fintech และมี Deal ที่อยู่ใน Pipeline อีกทั้งหมดรวม 14 ราย คิดเป็นวงเงิน 865 ล้านบาท แบ่งเป็นประเภท Fintech จำนวน 6 ราย วงเงิน 400 ล้านบาท ธุรกิจเทคโนโลยี จำนวน 3 ราย วงเงิน 200 ล้านบาท ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2 ราย วงเงิน 100 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น การศึกษา แฟชั่น รวมจำนวน 3 ราย วงเงิน 165 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การลงทุนของกองทุนดังกล่าวมีกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม คือ
1. SMEs ระยะเริ่มต้น (Start up) ที่มีศักยภาพสูง
2. SMEs ที่มีศักยภาพการเติบโต โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่มีประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
3. SMEs ที่เป็น Supplier ธุรกิจภาครัฐ และภาคเอกชนขนาดใหญ่ หรือเป็นสมาชิกของสภาหอการค้าไทย หรือหน่วยงานภาครัฐ และ
4. SMEs ที่เป็นกิจการเพื่อสังคม

ด้าน นางสาวรุ่งทรัพย์ เจริญวิสุทธิวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานการตลาดผู้ออกหลักทรัพย์ 2 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาท หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ในการส่งเสริม และสนับสนุน SMEs และ Startup ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลนั้นได้กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ข้อดังนี้ คือ
1. ให้ความรู้ การศึกษา โดยทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และอาจารย์ เพื่อนำไปสอนและต่อยอดให้นักศึกษา
2. ช่วยเหลือ SMEs และ Startup หาแนวทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงด้านนวัตกรรม
3. การสร้าง LIVE platform เป็นช่องทางในการเข้าถึงแหล่งทุน
4. ให้นักลงทุนรู้จักที่จะประเมินความเสี่ยงการลงทุนที่เหมาะสม และโครงการร่วมลงทุน ซึ่งในการร่วมลงทุนทางตลาดหลักทรัพย์มีงบในการร่วมลงทุน 700 ล้านบาท มีพันธมิตร 3 โครงการ และหนึ่งในนั้นคือ โครงการ SMEs Private Equity Trust Fund ธนาคารออมสิน
https://mgronline.com