“ทปอ.” นำร่องบางแสน-หาดใหญ่ สู่เมืองอัจฉริยะในฝันกลุ่มสตาร์ทอัพ

“ทปอ.” จับมือพันธมิตรปั้นโครงการ Smart City Innovation Hubs เตรียมยกระดับเมืองอัจฉริยะต้นแบบบางแสน-หาดใหญ่ สู่เมืองในฝันกลุ่มสตาร์ทอัพ เทียบชั้นฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาศักยภาพศรษฐกิจโดยรอบเติบโตอย่างยั่งยืน ดร.อักฤทธิ์ สังข์เพ็ชร ผู้จัดการโครงการ Smart City Startup Development เปิดเผยว่า โครงการ Smart City Innovation Hubs ภายใต้โครงการ Innovation Hubs เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดความร่วมมือของสถาบันการศึกษาในที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่จะส่งเสริมและกระตุ้นให้นำงานวิจัยและพัฒนาด้านเมืองอัจฉริยะออกมาเป็นผู้ประกอบการใหม่ทางด้านเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับ Smart City Innovation Hubs ตามภูมิภาคต่างๆ ในการคัดสรรนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการใหม่มีความเข้มแข็งและเพิ่มอัตราความประสบความสำเร็จในธุรกิจ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560-2564โดยมีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นผู้ดำเนินโครงการ ทั้งนี้ โครงการฯ ได้ร่วมมือกับ “บางแสน” จ.ชลบุรี และ“หาดใหญ่”จ.สงขลา เป็นเมืองต้นแบบเมืองอัจฉริยะ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโต ประกอบกับโครงการมีเครือข่ายนักวิจัยในพื้นที่ สามารถสร้างเป็นเมืองต้นแบบทางนวัตกรรมได้ โดยบางแสนและหาดใหญ่จะกลายเป็นเมืองในฝันของสตาร์ทอัพที่จะเป็นเมืองไฮเทคโดยอัตโนมัติ เหมือนกับเมืองฟุกุโอกะของประเทศญี่ปุ่น หรือบางเมืองในต่างประเทศที่สตาร์ทอัพเข้ามา “การพัฒนาสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะของบางแสนและหาดใหญ่ จะส่งผลให้การลงทุนในพื้นที่ในจังหวัดเติบโตมากยิ่งขึ้น และส่งผลขยายการค้าและการลงทุนไปสู่จังหวัดอื่นๆ ได้ต่อไป โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองอัจฉริยะทั้ง 2 เมืองนี้จะได้รับการพัฒนาและนำพาสู่วิถีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในเรื่องเทคโนโลยีที่นำความเจริญมาสู่เมือง การค้า การลงทุน หรืการบริการ โดยภาครัฐบาลให้การสนับสนุนความพร้อมในทุกด้านที่จะช่วยยกระดับให้ความเจริญต่างๆ นำมาสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ” ดร.อักฤทธิ์ กล่าว สำหรับการดำเนินโครงการ “Smart City Startup Development” จะต้องมีการพัฒนาทั้งผู้ประกอบการและผู้บริหารเมืองให้เกิดความเข้าใจทั้งด้านเทคนิค การเงิน การวางนโยบาย รวมถึงออกแบบแนวทางการนำไปใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ โครงการฯ จึงออกแบบให้มีการพัฒนาทั้งภาคอุปสงค์ (เมืองต้นแบบ) และอุปทาน (ผู้ประกอบการใหม่) เพื่อขับเคลื่อนกลไกทั้งด้านการพัฒนาและการใช้นวัตกรรมให้เกิดต้นแบบการใช้งานที่มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จและขยายไปใช้ได้ทั่วประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ นักวิจัยและนักพัฒนาที่สร้างนวัตกรรมด้านเมืองอัจฉริยะและต้องการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ รวมถึงประชาชนในเมืองอัจฉริยะ ภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเมืองอัจฉริยะและผู้บริหารเมืองอัจฉริยะ ทั้งนี้ในปี 2560 มีจำนวนเมืองต้นแบบอัจฉริยะที่สนใจในการใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ด้านเมืองอัจฉริยะ จำนวน 2 พื้นที่ และจำนวนนักลงทุนหรือหน่วยงานที่สนใจในการลงทุนในผู้ประกอบการรายใหม่ด้านเมืองอัจฉริยะจำนวน 10 ราย โดยผู้ประกอบการรายใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของเมืองได้อย่างแท้จริง และมีความพร้อมในด้านต่างๆ โดยการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม ยั่งยืน ครบวงจรมากขึ้น ด้านนายณรงค์ชัย คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี กล่าวว่า การเป็น Smart City สำหรับเมืองบางแสนได้นำร่องมาประมาณ 1ปีเศษ กับโครงการ Smart Healthโดยเล็งเห็นว่าเมืองบางแสนมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่คนเดียว ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงได้ร่วมมือกับ ม.บูรพา นำงานวิจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาเป็น “สายรัดข้อมืออัจริยะ” ที่ช่วยดูแลสูงอายุด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการนับก้าว จับจังหวะการเต้นของหัวใจ และแจ้งเตือนเมื่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวันผิดแผกไปจากเดิมซึ่งอาจจะมาจากการล้มหรือหมดสติ โดยในปี 2561 (เฟส 2) จะใช้งบประมาณ 2 ล้านบาท สำหรับผู้สูงอายุ 50 คน นอกจากนี้เมืองบางแสนยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว หวังให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป จึงมุ่งเน้นไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้วยระบบอัจฉริยะแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มโครงการนำร่องเมื่อเดือนมกราคมเมื่อปีที่ผ่านมา จำนวน 30 ครัวเรือน พร้อมตั้งเป้าจะดูแลครอบคลุม 150 ครัวเรือนภายใน 3 ปี หลังจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ อาทิ สมาร์ท ซีเคียวริตี้ การทำให้เมืองมีความปลอดภัยมากขึ้น และสมาร์ท ทัวริซึ่ม การท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้บางแสนเป็นเมืองที่แสนสุขสำหรับทุกคน ทั้งคนอาศัยอยู่ในพื้นที่และสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
ส่วน ผศ.ดร.วรรณรัช สันติอมรทัต ที่ปรึกษาเทศบาลนครหาดใหญ่ กล่าวว่า หาดใหญ่เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการค้าและธุรกิจของภาคใต้ ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และเป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ผ่านมา เทศบาลนครหาดใหญ่ได้วางแผนและวางโครงสร้างเพื่อการปรับเปลี่ยนเมืองให้ดีขึ้น ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง โดยยึดหลักให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางทางการค้า และพัฒนาให้เป็นเมือง Smart city มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยภายในสังกัด ทปอ. และในทุกกิจกรรมที่ดำเนินการในพื้นที่หาดใหญ่ จะมีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในทุกด้าน รวมทั้งขยายผลการทำงานด้าน Smart city ไปสู่พื้นที่ภาคีเครือข่ายที่อื่นๆ ต่อไปด้วย “เรียกได้ว่าขณะนี้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้าของภาคใต้ โดยเฉพาะการส่งสินค้าไปยังประเทศมาเลเซีย ดังนั้นหากนำเทคโนโลยีมาช่วยในแง่ธุรกิจเสริมสร้างภาพรวมเศรษฐกิจไทยในภาคใต้ให้แข็งแกร่งขึ้น บนพื้นฐานของวัฒนธรรมท้องถิ่น และการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา เชื่อว่าภาคการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืน” ผศ.ดร.วรรณรัช กล่าว

— ที่มา : MGR Online