กสอ.เปิด 5 กลยุทธ์ก้าวสู่การเป็น “สตาร์ทอัพ”

“กสอ.” ชี้แนวโน้มธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยฮิตต่อเนื่อง จากเทรนด์ผู้บริโภคแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ในสินค้าและบริการ ตั้งเป้าปี 2560 ปั้นสตาร์ทอัพ เพิ่มอีก 800 ราย หรือขยาย 36% แนะกลยุทธ์เพื่อก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพ 5 ข้อ ได้แก่ 1. ทำสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นหรือพัฒนาแล้วแต่ยังไม่ตอบโจทย์ 2. แก้ไขปัญหาได้ตรงใจผู้บริโภค 3. ต่อยอดจากธุรกิจเดิมและเติมประโยชน์เพิ่มรองรับความต้องการใหม่ 4. ใช้เทคโนโลยีหรือระบบออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ และ 5. มีความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร ดร.พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้แนวความคิดการทำธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังได้รับความนิยมจากบรรดาผู้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากคนรุ่นใหม่ซึ่งธุรกิจดิจิตอลสตาร์ทอัพในประเทศไทย โดยรวมแล้วนับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับเริ่มสร้าง ระดับกำลังเติบโต และระดับที่สามารถสร้างรายได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ ในภาพรวมก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงพัฒนาความพร้อมทั้งในด้านสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการคิดค้นและประกอบธุรกิจดิจิทัลสตาร์ทอัพใหม่ๆ สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทยในปี 2560 และในอนาคตการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพนับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุนอย่างสูง ซึ่งมาจากการที่ผู้บริโภคในปัจจุบันเริ่มมองหาสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นและความแปลกใหม่ในสินค้าและการบริการมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเทกสตาร์ทอัพ (สตาร์ทอัพด้านระบบเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์) ที่คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยขณะนี้หลากหลายธุรกิจ อุตสาหกรรมและผู้บริโภคได้เริ่มมีทั้งการปรับตัว วิธีในการดำเนินงาน และวิถีการดำเนินชีวิตให้เข้ากับระบบเทคโนโลยีและดิจิทัลที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ไว้ว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า ธุรกิจดังกล่าวอาจมีมูลค่าราว 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท (ที่มา : รายงานระหว่างกูเกิลและเทมาเซ็กเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจดิจิตอลในประเทศไทย) ยิ่งไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงอีกว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ตลาดดิจิตอลจะทวีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ บริการแอปพลิเคชัน ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ตลอดจนแพลตฟอร์มและสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทในพฤติกรรมการดำเนินชีวิตจนเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับในปี 2560 นี้ กสอ.ก็ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างกลุ่มเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเพิ่มเติมทั้งกิจกรรมและโครงการการสนับสนุนเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 และแผนการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยระบบดิจิตอลอย่างเข้มข้น ทั้งด้วยมาตรการการสนับสนุนด้านระบบนิเวศ (Co-Working Space) ที่เหมาะสมต่อการสร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ๆ การจัดกิจกรรมสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบต่างๆ การเติมเต็มไอเดียสู่การวางแผนธุรกิจให้น่าสนใจและเกิดขึ้นจริงได้ ตลอดจนการเขียนแผนธุรกิจและการเงินเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตามเป้าหมาย ทั้งนี้ จากโครงการและกิจกรรมเพื่อการส่งเสริมในปี 2559 ที่ผ่านมาสามารถสร้างผู้ดำเนินธุรกิจในรูปแบบสตาร์ทอัพได้ถึง 590 ราย (ที่มา : สำนักพัฒนาผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) โดยในปี 2560 ยังได้ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวนี้อีกไม่ต่ำกว่า 800 ราย หรือเพิ่มขึ้น 36% ครอบคลุมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพกลุ่มสาธารณสุขและเทคโนโลยีการแพทย์ กลุ่มหุ่นยนต์อัจฉริยะและระบบเครื่องกล กลุ่มเทคโนโลยีพลังงาน ตลอดจนกลุ่มดิจิตอล และระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ ทั้งนี้ กสอ.ยังได้รวบรวมกลยุทธ์ที่สำคัญในการก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพ 5 ข้อ สำหรับผู้ที่มีเป้าหมาย มีความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพ ดังนี้

1. ต้องทำสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นหรือพัฒนาแล้วแต่ยังไม่ตอบโจทย์ สำหรับกลยุทธ์ดังกล่าวนี้จะเป็นการเปลี่ยนทัศนคติหรือวิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการจะต้องสร้างสินค้าหรือการบริการที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้และเกิดความรู้สึกประทับใจ ต่อยอดไปจนถึงการทำให้รู้สึกว่าสินค้าและการบริการนั้นๆ มีความจำเป็นจนกระทั่งเกิดความจงรักภักดีและขาดบริการหรือสินค้าเหล่านั้นไม่ได้ อาทิ บริการช่องทางการเงินระบบออนไลน์ บริการจองรถรับส่ง เป็นต้น

2. ต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงใจผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจซื้อ หรือที่เรียกกันว่า Empowered Customer กลยุทธ์ในข้อดังกล่าวนี้จึงต้องผลิตสินค้าหรือบริการมาเพื่อแก้ปัญหา หรือตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มบุคคลที่มีความแตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น ตอบสนองได้ทันทีทันใด ซึ่งกลยุทธ์ในข้อนี้มักเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นในด้านแฟชั่น ความงาม สุขภาพ อาหาร ท่องเที่ยว ฯลฯ โดยมีตัวอย่าง อาทิ บริการแนะนำร้านอาหาร บริการชอปปิ้งออนไลน์

3. ต้องต่อยอดจากธุรกิจเดิมและเติมประโยชน์รองรับความต้องการใหม่ ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่สตาร์ทอัพต้องมีและต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ คือ การอาศัยโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาต่อยอดหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจที่เคยมีอยู่ ทั้งยังต้องเพิ่มประโยชน์หรือคุณค่าใหม่ๆ เสริมให้กับสินค้าหรือการบริการเก่าๆ โดยกลยุทธ์ในข้อนี้ต้องสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกคุ้มค่าหรือเห็นด้วยกับการต้องเพิ่มค่าบริการที่มากขึ้น อาทิ บริการอาหารเดลิเวอรี่ บริการจองที่พักออนไลน์

4. ต้องใช้เทคโนโลยีหรือระบบออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ เทคโนโลยีถือเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเสียเงินน้อยที่สุด ทั้งยังแสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงความสะดวก เห็นภาพลักษณ์ที่ดีและความทันสมัยของธุรกิจ ช่วยทำให้วิธีการทำงานเดิมมีความหลากหลายๆ และง่ายขึ้น ทั้งยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ปัจจุบันการสื่อสารผ่านโลกโซเชียลฯ ถือเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลากหลายที่สตาร์ทอัพเลือกใช้เนื่องจากแทบไม่ต้องลงทุนใดๆ โดยสามารถอาศัยทั้งจากระบบสังคมออนไลน์ที่มีอยู่ รวมทั้งการพัฒนาให้เกิดขึ้นใหม่ อาทิ การเพิ่มฐานผู้บริโภคผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ระบบซื้อขาย-โฆษณาผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ เป็นต้น

5. ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวไม่เหมือนใคร สำหรับกลยุทธ์ข้อดังกล่าวนี้ ถือได้ว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของการก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพ เนื่องจากการที่ผู้บริโภคมองหาความแปลกใหม่อย่างไม่จำกัดถือเป็นช่องทางให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขึ้นมาได้อย่างไม่รู้จบ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความแปลกใหม่นั้นจะมีอยู่อย่างมากมายจนอาจนับไม่ถ้วน ผู้ที่จะก้าวเป็นสตาร์ทอัพก็ต้องสร้างสินค้าหรือบริการที่สามารถดำเนินได้ในระยะยาว ต้องไม่เป็นธุรกิจที่ดำเนินขึ้นอย่างฉาบฉวย สามารถเพิ่มความแปลกใหม่และกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้ามาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ได้เรื่อยๆ เช่น บริการแอปพลิเคชันเพื่อการท่องเที่ยวครบวงจร บริการดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจบริการพนักงานขับรถ เป็นต้น

— ที่มา : MGR Online