NEA ดัน 5 หลักสูตรปั้นเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ 1 แสนราย


สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) เผยปี2559-2560 กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพไทยที่สามารถประกอบธุรกิจได้จริง 1,500 ราย เพิ่มขึ้น 80% จากปีก่อน มูลค่าทรัพย์สินในตลาดรวมราว 53,000 ล้านบาท

โดยคาด 6 กลุ่มสตาร์ทอัพเติบโตสูงในปี 2561 ได้แก่
-สตาร์ทอัพด้าน E-Commerce
-สตาร์ทอัพด้าน FinTech
-สตาร์ทอัพด้าน AgriTech
-สตาร์ทอัพด้าน EdTech
-สตาร์ทอัพด้าน E-Service
-สตาร์ทอัพด้าน Internet of Things : IoT
เดินหน้าพัฒนา 150 กิจกรรมภายใต้ 5 หลักสูตรหนุนสตาร์ทอัพให้เติบโตได้ในยุคดิจิตอล

นายสกนธ์ วรัญญูวัฒนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2561 กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลผลักดันส่งเสริมกลุ่มเอสเอ็มอีระดับกลางลงไป และธุรกิจสตาร์ทอัพรวมกว่า 1 แสนราย และเพื่อให้กลุ่มดังกล่าวมีโอกาสในการเข้าถึงช่องทางตลาดใหม่ๆ โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1: การสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการและวิสาหกิจสู่การเป็น Trading Nation
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การใช้อาเซียนเป็นฐานไปสู่เวทีโลก (ASEANOne)
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การส่งเสริมธุรกิจให้เข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่า (Value Creation Economy)
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ส่งเสริมธุรกิจบริการที่สอดคล้องกับ Global New Demand
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (New Trade Infrastructure)

ด้าน นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กล่าวต่อว่า ในช่วงระยะปี 2559-2560 ที่ผ่านมามีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพไทยที่สามารถประกอบธุรกิจได้จริงแล้วกว่า 1,500 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 80% จากปีก่อน และมีมูลค่าทรัพย์สินในตลาดรวมกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 53,000 ล้านบาท (ที่มา : สมาคม Thai Tech Startup) และสำหรับในปี 2561 ยังพบอีกว่าการเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยมีกลุ่มที่น่าจับตา ได้แก่

•E-Commerce ในปี 2560 ตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวสูงถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 10.1% ของขนาดตลาดค้าปลีกทั้งหมด (ที่มา : E-commerce DHL) และประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.81 ล้านล้าน บาท โดยเติบโตขึ้นจากปี 2559 ถึง 9.86% โดยกลุ่มมีมูลค่าสูงสุด ได้แก่ ค้าปลีก ค้าส่ง บริการที่พัก และการผลิต ในปี 2564 คาดการณ์ว่าตลาด E-Commerce ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 148 ล้านล้านบาท

•Financial Technology เทคโนโลยีเกี่ยวกับการเงิน ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการจัดการด้านการเงิน และช่วยเหลือการเงิน พร้อมทั้งแก้ปัญหาตั้งแต่การรับชำระเงิน การลงทุน การจัดการด้านการกำกับดูแล ฯลฯ โดยในปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตกว่า 954,798.58 ล้านบาท (ที่มา : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์)

•AgriTech หรือเทคโนโลยีทางการเกษตร ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่าง เช่น ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพ โดรนเพื่อการเกษตร อุปกรณ์ทำงานแทนมนุษย์ การทำเกษตรแนวใหม่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตกว่า 151,302 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2561จะมีการเติบโตกว่า 182,226 ล้านบาท

•EdTech หรือเทคโนโลยีการสอน ปัจจุบันสอนผ่านอินเทอร์เน็ต แบบ On-Demand ให้เข้าถึงได้ทุกที่ และยังมีสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ ผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งทำให้กิจกรรมในด้านดังกล่าวนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม EdTech ควรได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้มากกว่าที่มีอยู่ เนื่องจากตลาดแอปพลิเคชันด้านการศึกษานั้นยังมีช่องว่างอยู่มาก ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรเข้ามาร่วมลงทุนในส่วนนี้เป็นอย่างยิ่ง

•E-Service หรือบริการออนไลน์ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว เช่น การสมัครบริการของค่ายมือถือผ่านแอปพลิเคชัน หรือบริการซื้อสินค้าออนไลน์จากร้านผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตในธุรกิจดังกล่าวในปี 2559 มีมูลค่าอยู่ที่ 9,622 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 60 จะมีมูลค่าสูงขึ้นอีกกว่า 11,280 ล้านบาท

•Internet of Things : IoT หรืออินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมโยงสิ่งของหรืออุปกรณ์ เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าให้สามารถเชื่อมต่อและควบคุมได้ระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน หรือบนอินเทอร์เน็ต สำหรับในปีที่ผ่านมามูลค่าของ IoT อยู่ที่ 50,946 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้ NEA พัฒนากิจกรรมและโครงการฝึกอบบรมใน 5 หลักสูตร รวมกว่า 150 กิจกรรม ได้แก่ หลักสูตร New Economy เตรียมความพร้อมในการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการในด้านการดำเนินธุรกิจและการค้ายุคใหม่ พร้อมกระจายองค์ความรู้ไปยังทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างทั่วถึง หลักสูตร New Economy Foundation หลักสูตรส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการทำธุรกิจต่อยอดสู่การค้าแบบ E-Commerce อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตร New Economy Driver หลักสูตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

รวมไปถึง หลักสูตร New Economy Connector สร้างเครือข่ายการค้าสำหรับผู้บริหาร ซึ่งจะสร้างเวทีเครือข่ายและแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างบุคลากรชั้นนำทั้งภาครัฐ และเอกชนตามความเหมาะสมในแต่ละกลุ่มภูมิภาค และ หลักสูตร IT 4 SME (E-Business) ยุคที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ส่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน IT ให้แก่ผู้ประกอบการ SME โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะผลักดันให้ผู้ประกอบการ และผู้มีความต้องการดำเนินธุรกิจใหม่เข้าร่วมกิจกรรมให้ได้มากกว่า 100,000 ราย

นอกจากนี้ ล่าสุด NEA สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ได้ทำความตกลงร่วมกับ KX Consulting Enterprise (Knowledge Exchange) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคการศึกษา ภายใต้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ซึ่งมีเป้าหมายในการนำความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปใช้จริง เพื่อสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสัญชาติไทย
https://mgronline.com