10 สาเหตุยอดขายตก

ในยุคเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายตก เงินทองมันหายากเข้าทุกวัน คงไม่ปฏิเสธเสียทีเดียวว่า ปัญหาเศรษฐกิจมันมีผลกับการจับจ่ายใช้สอยเงิน

แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไปคือ ทำไมบางคนเขายังขายดิบขายดี  บางคนอาจได้คำตอบที่ฟังดูแล้วแปลกๆ เช่น เขาโชคดี  คำว่า “โชคดี” ไม่เคยมีใน “คำภีร์ธุรกิจ”  มีแต่คำว่า “โชกโชน” คือผ่านมรสุมร้อนหนาวมาพอ  จนสามารถที่พอจะคำนวณ หรือ ทำนายสิ่งจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และสามารถวางแผนป้องกัน ปัญหาเหล่านั้น เอาชนะ มรสุมใหม่ได้

10 สาเหตุหลักจริง ๆ ของยอดขายของเราที่มันตก ไม่ใช่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ

1.ยึดติดกับความสำเร็จในแบบเดิมๆ  เพราะเศรษฐกิจมันดีทำให้ยอดขายเราดี หมายความอย่างหนึ่งครับว่า เราทำธุรกิจโหนกระแส พอเศรษฐกิจแย่เราก็แย่ตาม ความคิดเดิม ๆ ความสำเร็จเดิม ๆ ทำได้แค่เป็นประสบการณ์ ที่ทำให้เราได้เปรียบคนอื่นเล็กน้อยเท่านั้น   แต่ สิ่งใหม่ ความคิดใหม่ นวัตกรรมใหม่ เป็นสิ่งที่นำความสำเร็จใหม่ ๆเข้ามา   ความสำเร็จ ในอดีต มันเป็น “กับดัก” ทำให้ธุรกิจเรามัน “ติดหล่ม” ทำให้เรามีโอกาส “จม” อยู่กับ “ความล้มเหลว” ในอนาคต
2.ไม่เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าของตัวเอง  ลูกค้าเราเป็นใคร เป็นคำถามที่เราคงต้องตอบกันให้ได้เบื้องต้น   แต่เพิ่มเข้าไปอีกคือ “พฤติกรรม” เขาเป็นอย่างไร เรารู้จักเขามากน้อยขนาดไหน ชอบกินอะไร เขามีปัญหาอะไร เงินเดือนเขามีเท่าไหร่ ชอบเที่ยวไหน ชอบทำอะไร ไม่ชอบสีแบบไหน เลือกซื้อสินค้าอย่างไร ฯ    คนที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องของ “เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า” ของ “ตัวเอง” จะเป็นคน “คุมเกม” ในทางกลับกัน    คนที่ ไม่เข้าใจลูกค้า หรือเข้าใจน้อยมาก “ลูกค้า” จะเป็นคนคุมเกมเรื่องยอดขาย

3.ไม่ปรับปรุงพัฒนาสินค้า   ลองสังเกตุบริษัทใหญ่ ๆ นะครับ สินค้าเขามักมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา  มีรุ่นใหม่ออกมาก ปรับปรุง  เปลี่ยนโฉม   ทั้ง ๆ ที่ในใจหลายคนอาจจะมีคำถามที่ว่า “มันดีอยู่แล้วจะเปลี่ยนทำไม ?”   ก็เพราะเรามักจะบอกตัวเราเองว่า “ก็มันดีอยู่แล้ว”…. เราจึง “หยุด” ที่จะพัฒนา ทำให้คนอื่นที่เขาเห็นว่า “ทำได้ดีกว่า” เข้ามาแทรก หรือ Interrupt สินค้าของเรากับลูกค้า เกิดการเปรียบเทียบ เมื่อลูกค้ามีทางเลือกมากยิ่งขึ้น แล้วมองว่า “สิ่งใหม่” ให้ “คุณค่า” และ “ประโยชน์” มากกว่า เท่านี้มันก็จะทำให้ธุรกิจเราจอด และ สุดท้าย ยอดขายก็ตก

4.เชื่อที่ปรึกษามากกว่าเข้าใจธรรมชาติธุรกิจตัวเอง  มันธุรกิจของเรา ระบบการตัดสินใจสุดท้ายต้องเป็นของเรา    ใช้บริการที่ปรึกษาคือนำประสบการณ์เขามาประยุกต์ใช้กับปัญหาของเรา แต่อย่าให้ ที่ปรึกษามาเป็นตัวหลักในการผลักดันธุรกิจ   ที่ปรึกษาที่เข้าใจธรรมชาติธุรกิจเรา  เข้าใจนิสัยเรา   สามารถที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธวิธีการให้เหมาะกับตัวเรามากที่สุด     1 วิธีการพื้นฐาน ใช้ไม่ได้กับทุกธุรกิจ   ต้องมีการประยุกต์ให้เหมาะกับธุรกิจและผู้ใช้ด้วย ที่ปรึกษาต้องรู้จักนิสัยใจคอเราด้วย มากพอ ๆ กับที่เราก็ต้องรู้จักนิสัยใจคอของที่ปรึกษาด้วย จึงจะทำงานไปด้วยกัน และถึงเป้าหมายได้มากที่สุด

5.มัดใจ ดูแลรักษาลูกค้าเก่าไม่ได้  เราไม่สามารถรักษา ฐานลูกค้าเก่าเราได้ และ ยิ่งเราพยายามวิ่งหาคนที่เราไม่รู้จักมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราหมดความห่วงใย ใส่ใจคนเก่าที่เรามีมากยิ่งขึ้น ทำให้คนเก่าก็หาย คนใหม่ก็หนี ยอดขายมันเลยตก

สิ่งสำคัญที่เราต้องทำมากที่สุดคือ   ฐานข้อมูลลูกค้าเก่า  ใครเคยใช้สินค้าเรา  ใช้แล้วเป็นอย่างไร เรามีการติดตามผลการใช้งาน บริการ มากน้อยแค่ไหน มีการอัพเดตอะไรใหม่ ๆ ให้บ้างไหม หรือ ซื้อแล้วซื้อเลย ซื้อแล้วก็จบ

โดยส่วนใหญ่   แทบไม่มีการเก็บข้อมูลฐานลูกค้าเก่า อะไรเลย  ถ้าใครพอมีอยู่ ลองกลับไปพูดคุยกับพวกเขาบ้าง  ส่วนใครที่ไม่มีการเก็บไว้เลยก็ควรที่จะต้องเริ่มเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ได้แล้ว   “ลูกค้าเก่า” มันก็เหมือน “เหมืองทองคำ”  ถ้าเราไม่ขุดหาทองในเหมืองที่ตัวเองมี มัวแต่ไปสำรวจหาทองในแหล่งใหม่ นอกจากจะไม่เจอเหมืองทองใหม่แล้ว เหมืองทองที่เรามีอยู่ก็จะโดนเพื่อนมาขุดไปใช้หมด

6.ประมาท ให้น้ำหนักกับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ น้อยไป   เคยใช้กล้องแบบม้วนฟิมล์ แต่วันนี้มันตายไปเพราะเทคโนโลยีใหม่ เราเคยใช้พิมพ์ดีด แต่มันก็ตายไปเพราะเทคโนโลยี  ธุรกิจใหญ่ ๆ ยังโดนเต็ม ๆ กับการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ แต่ SMEs เล็ก ๆ เราจะไปเหลืออะไร  มันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องให้น้ำหนักกับเรื่องเทคโนโลยี  ยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่เรากำลังพูดถึงเรื่อง Startup นั่นหมายความว่า ในไม่ช้า ธุรกิจเก่า ๆ แบบเดิม ๆ กำลังจะหายไปอย่างไม่มีโอกาสแก้ตัว แก้ไขอะไรได้เลย เพราะเทคโนโลยีใหม่

2 เทคโนโลยีที่ไม่ควรมองข้ามไป

1.เทคโนโลยี เครื่องมือด้านการตลาด ช่องทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น Social Marketing หรือ Mobile Marketing  เราต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเอง “เชียวชาญ” ไม่อย่างนั้นธุรกิจเราจะ “อยู่ยาก”

2. เทคโนโลยีด้านการจ่ายเงิน หรือ Payment Gateway   รูปแบบการจ่ายเงินที่รวดเร็วมากมาย หลายช่องทาง หากเรายังใช้แค่ให้ลูกค้าโอนเงินผ่านธนาคาร   ลูกค้าเราคงจะเหลือแค่อดีต เพราะคนอื่นเขาได้คว้าลูกค้าเราไปแล้ว ด้วยวิธีการจ่ายเงิน ตรวจสอบการจ่ายเงินที่เร็วกว่า

7.ใช้การตลาดแบบด้านเดียว  คือการ “คิดไปเอง”   คิดว่าลูกค้าเป็นอย่างโน้น คิดว่าลูกค้ามีปัญหาอย่างนี้ โดยที่ไม่เข้าใจจริงว่าลูกค้า ต้องการอะไร  คนเราเขาไม่ได้ซื้อสินค้า บริการ เพราะสิ่งที่เขาเห็น แต่เขาซื้อเพราะเขาต้องการสิ่งที่ตอบสนอง แก้ไข “ปัญหา” ให้กับเขาได้

หน้าที่เราในการสื่อสารทางการตลาดคือ พูดคุยถึง “เรื่องของเขา” ไม่ใช่มัวแต่พูดเรื่องของเรา       เปิดช่องทางให้ ลูกค้าได้ พูดคุยถึงปัญหา สิ่งที่เขาต้องการบ้าง

8.ขาดการวางแผนงานที่ชัดเจน  เป็นปัญหาใหญ่ของ SME   คือทำธุรกิจให้พออยู่รอดไปวัน ๆ ไม่ได้มีการวางแผนรายปี รายไตรมาส รายเดือนว่าต้องทำอะไร หากเจอปัญหาวิกฤต ต้องทำอย่างไร   เหมือนเป็นเรื่อง “หลักวิชาการ” แต่ มันเป็นสิ่งจำเป็นและจำเป็นมาก หากจะทำให้ธุรกิจเราเดินหน้า ยอดขายเติบโต  นักธุรกิจมืออาชีพสามารถประมาณการล่วงหน้าถึงยอดขาย ได้ว่าในแต่ละเดือนยอดขายจะเป็นเท่าไหร่ และที่สำคัญเขารู้ด้วยว่าจะหายอดขายเหล่านั้นมาได้อย่างไร และหากยอดขายมันตกไป เขาต้องไปแก้ไขที่จุดไหน   เพราะทุกอย่างมันได้รับการ เก็บบันทึก และ วางแผนกันมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

9.ธุรกิจตัวที่ทำกำลัง Out Trend    ธุรกิจกำลังจะ Out แล้วแต่ยังดึงดันที่จะทำต่อ ไม่พยายามหาธุรกิจใหม่ ๆ สินค้าบริการใหม่ ๆ มาแทนธุรกิจที่มันกำลังจะตก จนสุดท้าย….ธุรกิจมันก็ตาย    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของประเด็นนี้คือ เราไม่เคยสนใจว่าเราเดินอยู่บนเส้นทางของธุรกิจที่มันมีโอกาส Out อยู่ตลอดเวลา

ทุกธุรกิจเดินบนเส้นทางเดียวกัน คนที่ตระหนักรู้เท่านั้น เขาจึงพยายามสร้างสรรค์ ค้นหาสินค้า บริการใหม่ ตลอดเวลา ไม่รอให้สินค้าตัวเก่าจางหายไปกับสายลม แล้วคิดที่จะมาเริ่มทำสินค้าใหม่ พวกเขาใช้วิธีการที่จะทำลาย สินค้าบริการ ของพวกเขาเอง ด้วยนวัตกรรมใหม่ที่เขาพัฒนามันขึ้นมาเอง ดีกว่าที่จะปล่อยให้คนอื่นพัฒนาแล้วมาเข่นฆ่าธุรกิจของพวกเขา

ถ้าใครคิดว่าสินค้าตัวเองกำลัง In Trend และจะเป็นไปอย่างนี้ตลอด   คุณเตรียมตัว Out ได้เลย    แต่สำหรับคนที่คิดว่า สินค้าเรากำลังจะ Out แล้วละก็ธุรกิจคุณมันจะเติบโตไปได้อีกไกล เพราะคุณพยายามทุกวิธีทางที่จะไม่ให้มัน Out

10.ไม่ออกไปเรียนรู้ ไม่พยายามสร้างเครือข่าย   เก็บตัวอยู่กับโลกของตัวเอง ไม่เปิดหูเปิดตา ไม่กล้าออกไปหาสังคมใหม่ ๆ อยู่แต่กับกลุ่มเก่า ๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้ยอดขายดีขึ้นหรือธุรกิจเรารุกเดินไปข้างหน้า   เราต้องรู้จักแบ่งเวลาออกไปหาเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ ๆ บ้าง

โลกทุกวันนี้ไม่เพียงแค่เรื่องของ Know how เท่านั้นที่จะทำให้เราสำเร็จในชีวิต แต่ยังมีเรื่องของ Know who ด้วย ชีวิตคนหนึ่งคนมันคือจุด point หนึ่งจุด หากจะเอื้อประโยชน์ต่อกันมันต้องนำจุดเหล่านั้นมาค่อยเชื่อเข้าหากันและกัน ทุกคนต่างได้ผลประโยชน์ที่เหมาะสม

ออกไปเรียนรู้ครับ อย่างคิดว่าเรา “รู้แล้ว” เพราะคำนี้ทำให้หลายธุรกิจ ฉิบหายมานักต่อนัก ออกไปสร้างเครือข่ายใหม่ ๆ บ้าง ออกไปทำประโยชน์ให้กับสังคมบ้าง แล้วสังคมจะตอบแทนเราเอง

ในชีวิตจริงคุณอาจจะเจอมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป บางคนก็ยอดตกจนยอมแพ้ไปแล้ว บางคนก็ยังพยายามฟืนไปต่อ บางคนก็คิดหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้ยอดกลับมา
https://taokaemai.com